เที่ยวเฉิงตู ช่วงไหนดี? รวมที่เที่ยวทุกฤดูห้ามพลาด!

เที่ยวเฉิงตู ช่วงไหนดี? รวมที่เที่ยวทุกฤดูห้ามพลาด!

การ เที่ยวเฉิงตู (Chengdu) เมืองเอกของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ไม่ได้มีดีแค่หมีแพนด้า แต่ยังเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และแหล่งช้อปปิ้งที่หลากหลาย จุดเด่นคือ สามารถเที่ยวได้ทุกฤดู ไม่ว่าจะใบไม้ผลิ ร้อน ใบไม้ร่วง หรือหนาว ต่างก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว บทความนี้ Allianz Travel จะพาไปดูสถานที่เที่ยวเฉิงตูที่น่าสนใจ และช่วงเวลาไหนที่ควรไป เที่ยวเฉิงตู ในแต่ละฤดู เพื่อให้คุณวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้นค่ะ : )

ช่วงเวลาไหนเหมาะที่สุดในการ เที่ยวเฉิงตู?

เฉิงตูเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของจีน มีนักท่องเที่ยวทั้งจากจีนและต่างประเทศมาเยือนทุกปี ช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม–มิถุนายน (ฤดูใบไม้ผลิ) และกันยายน–พฤศจิกายน (ฤดูใบไม้ร่วง) ถือเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการ เที่ยวเฉิงตู เพราะอากาศเย็นสบาย อุณหภูมิกำลังพอดี เหมาะกับกิจกรรมท่องเที่ยวและการชมสถานที่ต่าง ๆ หากคุณต้องการหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์เป็นช่วงเวลานอกฤดูท่องเที่ยวที่เหมาะกับการเดินทางของคุณ เพราะช่วงเวลานี้จำนวนนักท่องเที่ยวมีจำนวนไม่มาก

ฤดูกาลในเฉิงตูและมณฑลเสฉวน

ฤดูใบไม้ผลิ (Spring): มีนาคม – พฤษภาคม (March – May)

ฤดูใบไม้ผลิของเฉิงตูมาถึงเร็ว เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15–20°C พร้อมปริมาณฝนปานกลาง ช่วงเวลานี้ถือว่าเหมาะที่สุดในการชมแพนด้ายักษ์ที่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง ฐานอนุรักษ์แพนด้าเฉิงตู, ฐานแพนด้าตูเจียงเยี่ยน และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติโหวหลง ซึ่งเป็นช่วงที่แพนด้าขาวดำมีความกระฉับกระเฉงที่สุด

ในฤดูใบไม้ผลิ เฉิงตูเต็มไปด้วยสีสันและชีวิตชีวา กลิ่นหอมหวานของดอกไม้และเสียงนกร้องขับกล่อมไปทั่วเมือง นักท่องเที่ยวสามารถชมดอกท้อบานที่หลงเฉวียน เดินเล่นที่สวนพฤกษศาสตร์เฉิงตูและสวนประชาชน และเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันสดใสของพื้นที่สีเขียวในเมือง

พื้นที่โดยรอบก็มีเสน่ห์ฤดูใบไม้ผลิไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นภูเขาเหมิงติ้งซานที่ปกคลุมด้วยไร่ชาขาวสุดลูกหูลูกตา ทะเลดอกแพร์บานที่ตานปา หรือพิธีชุนซาน (Chunshan Assembly) อันยิ่งใหญ่ที่ภูเขาเอ๋อเหมยในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน ท่ามกลางทิวแถวดอกกุหลาบพันปีที่ผลิบานตลอดเส้นทาง

ฤดูร้อน (Summer): มิถุนายน – สิงหาคม (June – August)

ฤดูร้อนในเฉิงตูยาวนานและร้อน ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกันยายน โดยมีความชื้นสูงและอุณหภูมิเฉลี่ยราว 30°C เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อน สามารถไปเยือนภูเขาชิงเฉิง (Qingcheng Mountain) ซึ่งอากาศเย็นกว่าประมาณ 5–10°C ที่นี่คุณจะได้เรียนรู้ต้นกำเนิดของลัทธิเต๋า และฝึกไทชิแบบโบราณท่ามกลางบรรยากาศเขาสดชื่น

จุดพักร้อนที่ดีในฤดูร้อนอื่น ๆ ได้แก่ ตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan) และภูเขาเอ๋อเหมย (Mount Emei) อีกทางเลือกคือพักผ่อนในร่ม เช่น จิบชาและเล่นไพ่นกกระจอกในสวนสาธารณะประชาชน (People’s Park) หรือเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อย่างพิพิธภัณฑ์จินซา (Jinsha Site Museum) พิพิธภัณฑ์เฉิงตู (Chengdu Museum) และพิพิธภัณฑ์ซานซิงตู้ยี่ (Sanxingdui Museum) เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมือง

ช่วงฤดูร้อนยังมีโอกาสได้เห็นลูกแพนด้าแรกเกิดที่ศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์แพนด้าเฉิงตู (Chengdu Research Base of Giant Panda Breeding) อย่าลืมพกร่มเพราะอาจเจอกับฝนฟ้าคะนองแบบกะทันหัน และเตรียมแว่นกันแดดกับครีมกันแดดเพื่อป้องกันแสงแดดจ้าในฤดูนี้

ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn): กันยายน – พฤศจิกายน (September – November)

ฤดูใบไม้ร่วงในเฉิงตู ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน สวยงามเป็นพิเศษ อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 15–25°C ฝนตกน้อย และมีวันแดดออกมาก เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเที่ยวชมเมืองและทำกิจกรรมกลางแจ้ง

คุณสามารถชมเสน่ห์ของแพนด้ายักษ์ที่ศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์แพนด้าเฉิงตู (Chengdu Research Base of Giant Panda Breeding) ในระหว่างวันที่อากาศเย็นสบายช่วยให้เดินเที่ยวได้นานหลายชั่วโมง สวนสาธารณะ วัด บ้านชงชา และพิพิธภัณฑ์ในเฉิงตูถูกตกแต่งด้วยใบแปะก๊วยสีทองที่สวยงามดึงดูดนักท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เช่น หุบเขาจิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou Valley) อุทยานแห่งชาติเหลืองหลง (Huanglong Scenic Area) และภูเขาเอ๋อเหมย (Mount Emei) โชว์ทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วงอันงดงาม ทะเลสาบสีฟ้าใสในจิ่วไจ้โกวตัดกับใบไม้สีแดงสดริมฝั่งหินปูนของเหลืองหลงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสว่าง

ฤดูหนาว (Winter): ธันวาคม – กุมภาพันธ์ (December – February)

ฤดูหนาว ช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์เป็นช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวของเฉิงตู อากาศเย็นกว่าและค่อนข้างแห้ง ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ชมแพนด้าน่ารักเล่นกันที่ศูนย์อนุรักษ์ หรือเดินเล่นชิล ๆ ตามถนนของเฉิงตู เพลิดเพลินกับบรรยากาศผ่อนคลาย อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 0–15°C มกราคมบางวันอาจติดลบ แต่หิมะในเมืองหายาก โรงแรมและตั๋วเครื่องบินมักลดราคาลงอย่างมากในช่วงนี้ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ศูนย์อนุรักษ์แพนด้า วัด และพิพิธภัณฑ์ ยังคงเปิดให้เยี่ยมชม ในวันที่แดดออก ชาวเมืองมักออกมาอาบแดดอุ่น ๆ ที่สวนสาธารณะประชาชน (People’s Park) พร้อมกินหม้อไฟร้อน ๆ คลายความหนาว

บริเวณรอบนอกเฉิงตู ภูเขาเอ๋อเหมย (Mount Emei) ถูกปกคลุมด้วยหิมะ สวยงามในวันที่อากาศแจ่มใส สำหรับผู้ที่ชอบเล่นสกี สามารถเล่นสกีได้ที่ภูเขาหิมะซีหลิง (Xiling Snow Mountain)

สภาพอากาศและเคล็ดลับการจัดกระเป๋าในการไป เที่ยวเฉิงตู

เฉิงตูมีภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 16–27°C มีวันฝนตกประมาณ 170 วันต่อปี ทำให้สภาพอากาศเย็นสบายและชื้น แม้เดือนกรกฎาคม–สิงหาคมจะร้อนและชื้นที่สุด แต่ความร้อนจัด หนาวจัด หรือพายุรุนแรงพบได้น้อย สภาพอากาศที่น่าอยู่ทำให้สามารถเที่ยวชมธรรมชาติ ศูนย์วิจัยแพนด้า และสถานที่ประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมของเฉิงตูได้ตลอดทั้งปี

ฤดูกาล เดือน อุณหภูมิเฉลี่ย (°C) เคล็ดลับการจัดกระเป๋า
ฤดูหนาว มกราคม 3–9°C เตรียมเสื้อผ้าอุ่น ๆ
กุมภาพันธ์ 5–11°C แนะนำแจ็กเก็ตหนา
ฤดูใบไม้ผลิ มีนาคม 8–16°C แนะนำแจ็กเก็ตอุ่น
เมษายน 13–22°C เสื้อกันฝน เสื้อแจ็กเก็ตบาง
พฤษภาคม 17–26°C เสื้อผ้าบาง, ยาแก้แพ้
ฤดูร้อน มิถุนายน 21–28°C เสื้อผ้าระบายอากาศได้ดี, หมวก
กรกฎาคม 22–30°C เสื้อผ้าบาง, อุปกรณ์กันฝน
สิงหาคม 22–30°C เสื้อกันฝน, ครีมกันแดด
ฤดูใบไม้ร่วง กันยายน 19–26°C เสื้อแจ็กเก็ตบาง
ตุลาคม 15–21°C เสื้อสเวตเตอร์บาง, แขนยาว
พฤศจิกายน 10–16°C เสื้อโค้ท, เสื้อผ้าอุ่น ๆ
ฤดูหนาว ธันวาคม 5–11°C เสื้อโค้ทหนา, ถุงมือ

ข้อมูลควรรู้ก่อนออกเดินทาง เที่ยวเฉิงตู

 สนามบินหลัก:

  • Chengdu Shuangliu (CTU) — ใกล้ตัวเมืองกว่า
  • Chengdu Tianfu (TFU) — สนามบินใหม่ที่รองรับไฟลท์ต่างประเทศเยอะขึ้น

การเดินทางในเมือง:

Metro ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก, แท็กซี่ / เรียกรถ Didi สะดวก, รถบัสราคาประหยัดแต่ช้ากว่า

การเดินทางออกนอกเมือง:

ขึ้นรถไฟความเร็วสูง (ไป Leshan, Dujiangyan), บัส (ไปภูเขา / สกีรีสอร์ท), หรือบินต่อในประเทศ (ไป Jiuzhaigou, Huanglong)

รวมที่เที่ยวเฉิงตูพร้อมวิธีการเดินทาง

1. ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้า (Chengdu Panda Base)

เที่ยวเฉิงตู : ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้า (Chengdu Panda Base)

ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้า เฉิงตู (Chengdu Research Base of Giant Panda Breeding) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเฉิงตู นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับหมีแพนด้ายักษ์ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด พร้อมทั้งเรียนรู้เกี่ยวกับการวิจัย การเพาะเลี้ยง และการอนุรักษ์แพนด้า จุดไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบคือการได้ชมความน่ารักสดใสของลูกแพนด้า ซึ่งจะทำให้ทุกคนตกหลุมรักไปกับเสน่ห์ของสัตว์ประจำถิ่นสุดหายากแห่งนี้

จุดเด่น:

  • เป็น ศูนย์เพาะพันธุ์และวิจัยแพนด้า เพื่ออนุรักษ์สายพันธุ์หมีแพนด้ายักษ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
  • นักท่องเที่ยวสามารถ ชมแพนด้าในสภาพแวดล้อมจำลอง ใกล้เคียงธรรมชาติ
  • มี ลูกแพนด้า (Panda Cubs) ให้ชมช่วงเช้า ซึ่งเป็นช่วงที่แพนด้ากำลังเล่นและกินไผ่
  • มี ศูนย์นิทรรศการ ให้ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรม การอนุรักษ์ และการเพาะพันธุ์แพนด้า

วิธีการเดินทาง:

  • ขึ้น Metro → ลงที่ Panda Avenue Station หรือ Chengdu Zoo Station
  • ต่อ Shuttle Bus / รถบัสสาย 87, 198A ไปยัง Panda Base
  • ระยะเวลาโดยรวมประมาณ 30–50 นาที จากตัวเมืองเฉิงตู

ระยะเวลาที่แนะนำ:

ครึ่งวัน โดยเฉพาะ เช้า (07:30–10:30) เพราะแพนด้าออกมากินไผ่และขยับตัวมากที่สุด

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • ลูกแพนด้าในห้อง nursery
  • ทางเดินที่มีต้นไผ่ ให้มุมถ่ายรูปสวย
  • แสงเช้าเหมาะที่สุดสำหรับถ่ายรูป เพราะนุ่มและแพนด้ากำลังเคลื่อนไหว

2. ถนนชุนซี (Chunxi Road), ตึกหมีแพนด้า IFS, Taikoo Li, และ Daci Temple

เที่ยวเฉิงตู : ตึกหมีแพนด้า IFS

ถนนชุนซี (Chunxi Road), ตึกหมีแพนด้า IFS, Taikoo Li, และ Daci Temple คือ ย่านไลฟ์สไตล์และช้อปปิ้งใจกลางเมืองเฉิงตู ที่รวมแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร คาเฟ่ และแลนด์มาร์กสำคัญไว้ครบในพื้นที่เดียว

ถนนชุนซี (Chunxi Road)
ย่านช้อปปิ้งชื่อดังใจกลางเมืองเฉิงตู เต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนมระดับโลก สินค้าแฟชั่นท้องถิ่น ร้านอาหาร และสตรีทฟู้ดหลากหลาย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตคนเมืองเฉิงตูในบรรยากาศที่คึกคักตลอดวัน

ตึกหมีแพนด้า IFS (Chengdu IFS Panda Climbing the Building)
แลนด์มาร์กสุดชิคของเฉิงตูที่ห้ามพลาด! ที่นี่มีรูปปั้นหมีแพนด้ายักษ์กำลังปีนตึก IFS สุดอลังการ กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นภายในยังเป็นห้างสรรพสินค้าหรูที่รวมแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับโลกไว้ครบครัน

ไท่กู่หลี่ (Taikoo Li Chengdu)
แหล่งช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์สุดทันสมัยที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิมเข้ากับความโมเดิร์นอย่างลงตัว เต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และคาเฟ่เก๋ ๆ เป็นจุดเช็กอินที่เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากสัมผัสความหรูหราทันสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายวัฒนธรรมจีน

วัดต้าซื่อ (Daci Temple)
วัดเก่าแก่ใจกลางเมืองที่สงบและเงียบสงบท่ามกลางความคึกคักของย่านการค้า นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ ทำบุญ สักการะ หรือแวะจิบชาชิล ๆ ในบรรยากาศสบาย ๆ เหมือนย้อนเวลาไปสู่เฉิงตูในยุคเก่า

จุดเด่น:

  • Chunxi Road – ถนนช้อปปิ้งหลักของเฉิงตู เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าแบรนด์ดัง ร้านอาหาร และร้านของฝาก
  • IFS (International Finance Square) – ตึกสูงกลางเมือง มี หมีแพนด้ายักษ์ปีนตึก เป็นแลนด์มาร์กถ่ายรูปสุดฮิต
  • Taikoo Li – ย่านไลฟ์สไตล์ทันสมัย ตกแต่งสวย มีร้านคาเฟ่ บาร์ และร้านอาหารเก๋ ๆ
  • Daci Temple (วัดต้าเจี๋ย) – วัดพุทธโบราณใจกลางเมือง สงบและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน

วิธีการเดินทาง:

  • Metro Line 2/3 → Chunxi Road Station
  • เดินเชื่อมไปยัง Taikoo Li และ Daci Temple ได้สะดวก

ระยะเวลาที่แนะนำ:

2–4 ชั่วโมง (รวมช้อปปิ้ง กินข้าว และเดินชมคาเฟ่)

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • หมีแพนด้าปีนตึก IFS – มุมถ่ายรูปกลางเมืองสุดอินเทรนด์
  • ไฟย่าน Taikoo Li ยามค่ำ – แสงสีและบรรยากาศเหมาะถ่าย Instagram
  • วัด Daci Temple – เดินถ่ายรูปศาลาไม้, จิบชาในบรรยากาศสงบ

3. ถนนแพนด้า (Panda Avenue) และ เฉิงตู ทวินทาวเวอร์ (Chengdu Twin Towers)

ถนนแพนด้า (Panda Avenue) และ เฉิงตู ทวินทาวเวอร์ (Chengdu Twin Towers)

ถนนแพนด้า (Panda Avenue) และ เฉิงตู ทวินทาวเวอร์ (Chengdu Twin Towers) คือ ย่านธีมหมีแพนด้าและแลนด์มาร์กตึกสูงใจกลางเฉิงตู ที่เหมาะทั้งการเดินเล่น ช้อปปิ้ง และถ่ายรูป

ถนนแพนด้า (Panda Avenue)
เส้นทางหลักที่มุ่งหน้าไปยังศูนย์วิจัยและอนุรักษ์หมีแพนด้า เฉิงตู ถนนสายนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศสดใสจากงานศิลป์และรูปปั้นแพนด้าในหลากหลายท่าทางน่ารัก ๆ ตลอดสองข้างทาง กลายเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักแพนด้า อีกทั้งยังสะท้อนเอกลักษณ์ของเฉิงตู เมืองหลวงของหมีแพนด้าอย่างแท้จริง

เฉิงตู ทวินทาวเวอร์ (Chengdu Twin Towers)
แลนด์มาร์กสมัยใหม่ที่สูงตระหง่านและกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของเมืองเฉิงตู ตึกแฝดคู่นี้ตั้งอยู่ในเขตไฮเทค (High-Tech Zone) โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมล้ำสมัย โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่มีการประดับไฟสุดอลังการ กลายเป็นจุดชมวิวและถ่ายภาพที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

จุดเด่น:

  • Panda Avenue – ถนนธีมหมีแพนด้าเต็มไปด้วยงานประติมากรรม, รูปปั้น, และการตกแต่งธีมแพนด้า เหมาะสำหรับถ่ายรูปสนุก ๆ
  • Chengdu Twin Towers – ตึกคู่สูงเด่นเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเฉิงตู สามารถถ่ายรูปตอนกลางวันหรือไฟตอนกลางคืน
  • Landmark แบบ 3D – มีจอ 3D แสดงภาพหมีแพนด้า ทำให้ได้มุมถ่ายรูปเก๋ ๆ

วิธีการเดินทาง:

  • Metro Line 1 → Century City Station
  • เดินต่อเล็กน้อย หรือเรียกรถ Didi / แท็กซี่ไปยัง Twin Towers

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 2–3 ชั่วโมง
  • เหมาะสำหรับ บ่าย–เย็น เพื่อถ่ายรูปไฟเมืองตอนกลางคืน

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • หมีแพนด้า 3D บนจอ – มุมถ่ายรูปทันสมัย
  • Twin Towers – ถ่ายทั้งกลางวันและกลางคืน
  • ถนน Panda Avenue – มุมถ่ายรูปกับประติมากรรมแพนด้าและของตกแต่งธีมต่าง ๆ

4. กว่านไจ๋ (Kuanzhai Xiangzi / Kuanzhai Alley) และถนนจิ้นหลี่ (Jinli Street)

เที่ยวเฉิงตู : ถนนจิ้นหลี่ (Jinli Street)

กว่านไจ๋ (Kuanzhai Xiangzi / Kuanzhai Alley) และถนนจิ้นหลี่ (Jinli Street) คือ ย่านโบราณและถนนท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมของเฉิงตู ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์จีนโบราณ, ของกินพื้นเมือง, ร้านค้า และกิจกรรมวัฒนธรรม

กว่านไจ๋ (Kuanzhai Xiangzi / Kuanzhai Alley)
ย่านถนนเก่าแก่ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเฉิงตู ผ่านตรอกซอกซอยที่ยังคงสถาปัตยกรรมโบราณผสมผสานกับร้านค้า คาเฟ่ และร้านอาหารท้องถิ่น นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นถ่ายรูปเพลิน ๆ ชิมของกินพื้นเมือง และสัมผัสบรรยากาศเฉิงตูในยุคเก่าได้อย่างเต็มอิ่ม

ถนนจิ้นหลี่ (Jinli Street)
อีกหนึ่งถนนโบราณชื่อดังที่มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยแสงไฟสีสันยามค่ำคืน ร้านค้าและแผงขายของที่ระลึก งานฝีมือ รวมถึงอาหารพื้นเมืองรสเด็ด เช่น หมาล่า ก๋วยเตี๋ยวเสฉวน และขนมท้องถิ่นต่าง ๆ ถนนจิ้นหลี่ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ผสมผสานความเก่าแก่กับความคึกคักของยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

จุดเด่น:

  • Kuanzhai Xiangzi (Wide & Narrow Alley / ตรอกกว้าง–แคบ)
    • เป็นชุดตรอกเก่า 3 สาย: ตรอกกว้าง, ตรอกแคบ, ตรอกกลาง
    • สถาปัตยกรรมโบราณแบบจีนดั้งเดิม
    • ร้านกาแฟ, ร้านชา, ร้านอาหาร, ร้านของที่ระลึก
    • บรรยากาศย้อนยุคและสงบ เหมาะเดินเล่นถ่ายรูป
  • Jinli Street (ถนนจินหลี่)
    • ถนนเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์กว่า 1,800 ปี
    • มีร้านขายของพื้นเมือง, ขนมท้องถิ่น, ของที่ระลึก
    • แสงไฟโคมแดงยามค่ำคืนให้บรรยากาศโรแมนติก

วิธีการเดินทาง:

  • Metro Line 4 → Kuanzhai Alley Station
  • จากนั้นเดินถึง Jinli Street หรือเรียกรถสั้น ๆ

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • ครึ่งวัน บ่าย–ค่ำ
  • เหมาะสำหรับเดินเล่น ชมสถาปัตยกรรม ชิม Street food และถ่ายรูปโคมแดง

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • โคมแดงตามตรอก – มุมถ่ายรูปคลาสสิก
  • ร้านชาและของเก่า – ถ่ายบรรยากาศย้อนยุค
  • Street food – ของกินพื้นเมือง เช่น มันปิ้ง, เกี๊ยว, เต้าหู้ย่าง

5. วัดเหวินซู (Wenshu Monastery)

วัดเหวินซู (Wenshu Monastery)

วัดเหวินซู (Wenshu Monastery) วัดพุทธที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองเฉิงตู สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมจีนโบราณอันงดงาม ศาลา เจดีย์ และพระพุทธรูปมากมายให้กราบสักการะ วัดแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาที่สำคัญของเสฉวน บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนใจจากความวุ่นวายของเมือง

อีกหนึ่งไฮไลท์คือ “โรงน้ำชา” ภายในวัด ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้นั่งดื่มชาเสฉวนแท้ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของสวนวัด ถือเป็นประสบการณ์ที่ช่วยเติมเต็มการมาเยือนเฉิงตูให้สมบูรณ์แบบ

จุดเด่น:

  • สถาปัตยกรรมโบราณ – อาคารไม้, ศาลา, เจดีย์ และวิหารแบบจีนดั้งเดิม
  • สวนและโรงน้ำชา – เหมาะสำหรับจิบชา, เดินชมสวน และสัมผัสวัฒนธรรมจีน
  • ความสงบท่ามกลางเมืองวุ่นวาย – เป็นพื้นที่พักใจและถ่ายรูปสวย

วิธีการเดินทาง:

  • Metro Line 1 → Wenshu Monastery Station
  • หรือรถบัสสายที่ผ่านตัววัด

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 1–2 ชั่วโมง
  • เหมาะสำหรับเดินชมวัดและจิบชา

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • ศาลาไม้และประตูวัด – มุมถ่ายรูปแบบดั้งเดิม
  • โรงน้ำชา – ถ่ายบรรยากาศสงบ, ลองชุดชาจีน
  • มาเช้า – เพื่อหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวมาก

6. เขื่อนตูเจียงเยี่ยนและภูเขาชิงเฉิง (Dujiangyan and Mount Qingcheng)

เขื่อนตูเจียงเยี่ยนและภูเขาชิงเฉิง (Dujiangyan and Mount Qingcheng)

เขื่อนตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan Irrigation System) และ ภูเขาชิงเฉิง (Mount Qingcheng) คือ แหล่งมรดกโลกใกล้เฉิงตู ที่เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบธรรมชาติและประวัติศาสตร์จีน

เขื่อนตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan Irrigation System)
สิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมชลประทานโบราณที่สร้างขึ้นมากว่า 2,000 ปี และยังคงใช้งานได้จริงจนถึงปัจจุบัน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ความพิเศษของที่นี่คือการบริหารจัดการน้ำด้วยภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยป้องกันน้ำท่วมและหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกในเสฉวนมาตลอดหลายศตวรรษ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมทัศนียภาพเขื่อน แม่น้ำ และสะพานแขวน พร้อมเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่ง

ภูเขาชิงเฉิง (Mount Qingcheng)
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดของลัทธิเต๋า โดดเด่นด้วยป่าเขียวขจีตลอดปี และบรรยากาศสงบเงียบเหมาะแก่การปลีกวิเวก ที่นี่มีเส้นทางเดินป่าขึ้นสู่ยอดเขา ผ่านวัดและศาลาโบราณหลายแห่ง นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติและวัฒนธรรมสามารถสัมผัสทั้งความงดงามของภูเขาและกลิ่นอายปรัชญาเต๋าไปพร้อมกัน

จุดเด่น:

  • เขื่อนตูเจียงเยี่ยน (Dujiangyan)
    • ระบบชลประทานโบราณอายุเกือบ 2,200 ปี
    • เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมและวิศวกรรม
    • วิวแม่น้ำและภูมิทัศน์สวย เหมาะสำหรับถ่ายภาพ
  • ภูเขาชิงเฉิง (Mount Qingcheng)
    • ภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธิเต๋า
    • มีวัดและศาลาที่เก่าแก่
    • เส้นทางเดินป่าไม่ยากจนเกินไป เหมาะกับวันทริปใกล้เมือง

วิธีการเดินทาง:

  • รถไฟความเร็วสูง / รถไฟท้องถิ่น จากเฉิงตูไป Dujiangyan ประมาณ 20–50 นาที
  • ต่อ รถบัสหรือแท็กซี่ ขึ้นไป Mount Qingcheng
  • เส้นทางนี้สะดวกและนิยมเป็น ทริปวันเดียวจากเฉิงตู

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 1 วัน
    • เช้า: เขื่อน Dujiangyan
    • บ่าย: Mount Qingcheng
  • สามารถแบ่งเป็น 2 วัน หากต้องการเดินหลายเส้นทาง

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • วิวเขื่อน และ สะพาน Anlan
  • วัดบนภูเขา Qingcheng
  • สวมรองเท้าสบายสำหรับเดิน เพราะบางจุดเป็นบันไดขึ้นเขา

7. Selfie Panda, Yangtianwo Square (Dujiangyan)

Selfie Panda, Yangtianwo Square (Dujiangyan)

Selfie Panda คือแลนด์มาร์กห้ามพลาดในเมืองตูเจียงเอี้ยน (Dujiangyan) ตั้งอยู่ที่ Yangtianwo Square จุดนี้มีหมีแพนด้ายักษ์ในท่านอนตะแคงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (สูงกว่า 26 เมตร) ออกแบบมาให้เป็นมุมถ่ายรูปสุดเก๋ที่ทั้งนักท่องเที่ยวจีนและต่างชาติแวะมาเช็กอิน

จุดเด่น:

  • แพนด้ายักษ์ขนาดมหึมา – รูปปั้นสูงกว่า 26 เมตร นอนเอียงบนภูเขาจำลอง
  • แลนด์มาร์กใหม่ของ Dujiangyan – เหมาะสำหรับสายโซเชียล ถ่ายเซลฟี่ มุมไหนก็โดดเด่น
  • บรรยากาศรอบ ๆ จัตุรัส – มีพื้นที่กว้างสำหรับเดินเล่น พักผ่อน และถ่ายรูป

วิธีการเดินทาง:

  • อยู่ใจกลางเมืองตูเจียงเอี้ยน (ห่างจากเฉิงตูประมาณ 55 กม.)
  • รถไฟจากเฉิงตูไป Dujiangyan ใช้เวลาเพียง 30–40 นาที
  • จากสถานีรถไฟต่อแท็กซี่ประมาณ 10–15 นาที ถึง Yangtianwo Square

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • ครึ่งวัน – แวะชม Selfie Panda + เที่ยวเมืองตูเจียงเอี้ยน
  • ตอนเย็น – มีการเปิดไฟสวย ๆ รอบตัวแพนด้า เหมาะสำหรับถ่ายรูปยามค่ำ

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • มุมตรงด้านหน้าแพนด้า – เห็นตัวใหญ่เต็มเฟรม
  • ถ่ายมุมกว้างจากด้านล่าง – ได้สัดส่วนยักษ์อลังการ
  • ช่วงเย็น – ไฟประดับเปิด ทำให้ภาพดูมีชีวิตชีวา
  • เตรียม เลนส์มุมกว้าง หรือไม้เซลฟี่ เพื่อเก็บวิวเต็มตัวแพนด้า

8. พระใหญ่เล่อซาน (Leshan Giant Buddha)

เที่ยวเฉิงตู : พระใหญ่เล่อซาน (Leshan Giant Buddha)

พระใหญ่เล่อซาน (Leshan Giant Buddha) พระพุทธรูปหินแกะสลักขนาดมหึมา สูงถึง 71 เมตร ตั้งอยู่ที่ปากแม่น้ำมินเจียง เป็นหนึ่งในมรดกโลกของยูเนสโก และถือเป็นพระพุทธรูปหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก นักท่องเที่ยวสามารถชมพระใหญ่จากระเบียงด้านบน หรือเลือกล่องเรือชมวิวเต็มองค์จากแม่น้ำเพื่อซึมซับความยิ่งใหญ่และความสงบของสถานที่ นอกจากความยิ่งใหญ่แล้ว บริเวณรอบ ๆ ยังเต็มไปด้วยภูมิทัศน์ธรรมชาติสวยงาม เหมาะสำหรับทั้งคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และธรรมชาติในทริปเดียว

จุดเด่น:

  • ขนาดมหึมา – สูง 71 เมตร กว้าง 28 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปแกะสลักหินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • มรดกโลก UNESCO – เป็นตัวอย่างของศิลปกรรมและวิศวกรรมจีนโบราณ
  • วิวรอบ ๆ – สามารถชมจาก ยอดเขา หรือ ล่องเรือในแม่น้ำ ให้มุมมองที่แตกต่าง

วิธีการเดินทาง:

  • รถไฟความเร็วสูง (HSR) จากเฉิงตูไป Leshan ประมาณ น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
  • จากสถานี Leshan ต่อ แท็กซี่ หรือเดินไปจุดชมพระพุทธรูป
  • สามารถเลือก ล่องเรือชมพระจากน้ำ เพื่อมุมกว้าง

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • ครึ่งวัน – 1 วัน
  • เหมาะสำหรับทั้งการชมพระและล่องเรือ

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • จุดล่องเรือ – ให้ภาพมุมกว้างของพระใหญ่
  • จุดชมจากยอดเขาด้านหน้า – ถ่ายองค์พระเต็มตัว
  • ถ้ามีเวลา ให้ขึ้นเรือเพื่อได้มุมภาพที่ดีที่สุด

9. จิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou) และอุทยานหวงหลง (Huanglong)

เที่ยวเฉิงตู : จิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou)

จิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou) & อุทยานหวงหลง (Huanglong) คือ อุทยานธรรมชาติระดับโลกในมณฑลเสฉวน ที่มีชื่อเสียงเรื่อง ทะเลสาบสีสวย น้ำตก และป่าไม้ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสธรรมชาติอลังการ

หุบเขาจิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou Valley)
หรือที่แปลตรงตัวว่า “หุบเขาหมู่บ้านทั้งเก้า” ได้ชื่อนี้มาจากเก้าหมู่บ้านแบบทิเบตที่ตั้งอยู่ในหุบเขา ที่นี่เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนไว้ มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านทิวทัศน์น้ำที่น่าพิศวง ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกที่พลิ้วไหว ทะเลสาบสีฟ้าและสีเขียวใสสะอาดระยิบระยับ น้ำพุที่ไหลริน และภูเขาที่ปกคลุมด้วยป่าเขียวขจี ทิวทัศน์ตามธรรมชาติทำให้นักเดินทาง ช่างภาพ และผู้หลงรักธรรมชาติต่างแวะเวียนมาไม่ขาดสาย เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ป่าไม้ในหุบเขาจิ่วไจ้โกวจะเปลี่ยนสีสันสุดตระการตา ไล่เฉดตั้งแต่แดง ทอง ส้ม ไปจนถึงชาดสดใส พืชน้ำที่ก้นทะเลสาบก็เผยสีสันเข้มข้น เมื่อลองมองจากมุมสูง จะเหมือนกับว่าสีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วงถูกเทลงไปในผืนน้ำ ทำให้หุบเขาจิ่วไจ้โกวกลายเป็นดินแดนเทพนิยายที่มีอยู่จริง หากคุณอยากชมวิวฤดูใบไม้ร่วงที่งดงามที่สุดของจีน ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

เที่ยวเฉิงตู : อุทยานแห่งชาติเหลืองหลง (Huanglong National Park)

อุทยานแห่งชาติหวงหลง (Huanglong National Park)
โดดเด่นด้วยภูมิทัศน์มหัศจรรย์ของชั้นหินปูนและแอ่งน้ำขั้นบันไดที่งดงาม มักถูกจัดให้อยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวคู่กับจิ่วไจ้โกว ระยะทางระหว่างกันราว 110 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ประตูสู่จิ่วไจ้โกวที่ดีที่สุดคือเมืองเฉิงตู โดยคุณสามารถเดินทางจากเฉิงตูได้ทั้งรถยนต์หรือเครื่องบิน นักท่องเที่ยวบางส่วนก็เลือกบินจากฉงชิ่งหรือซีอานไปยังจิ่วไจ้โกวเช่นกัน

จุดเด่น:

  • จิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou Valley)
    • หุบเขา, ทะเลสาบสีฟ้าใส, น้ำตก, ป่าไม้และภูเขา
    • ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลก UNESCO
    • เหมาะสำหรับถ่ายภาพ landscape, hiking ระดับง่าย–กลาง
  • อุทยานหวงหลง (Huanglong National Park)
    • มี บ่อน้ำสีรุ้งและธารน้ำแร่ขั้นบันได
    • ธรรมชาติสวยงามเหมาะสำหรับ ถ่ายรูป panorama
    • อยู่ใกล้ Jiuzhaigou สามารถเที่ยวต่อเนื่องได้

วิธีการเดินทาง:

  • บินจากเฉิงตู (CTU) → Jiuzhai Huanglong Airport
  • จากสนามบินต่อ รถบัส / รถเช่า ไป Jiuzhaigou (~1 ชั่วโมง) และ Huanglong (~1 ชั่วโมง)
  • หากไม่มีไฟลท์ สามารถใช้ รถบัสหรือรถเช่าจากเฉิงตู แต่ใช้เวลาหลายชั่วโมง

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 2 – 3 วัน
    • Jiuzhaigou 1 – 2 วัน
    • Huanglong ครึ่งวัน – 1 วัน

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • Mirror Lake (Jiuzhaigou) – เงาสะท้อนน้ำสวยที่สุด
  • Nuorilang Waterfall (Jiuzhaigou) – น้ำตกใหญ่และถ่ายรูปได้หลายมุม
  • Five-Color Pond (Huanglong) – น้ำสีรุ้งขั้นบันได
  • เคล็ดลับ: จองตั๋วเข้าอุทยานและที่พักล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วง ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หรือ ฤดูร้อน

10. ภูเขาหิมะกลาเซียร์ ต๋ากู่ปิงชวน (Dagu Glacier National Park)

ภูเขาหิมะกลาเซียร์ ต๋ากู่ปิงชวน (Dagu Glacier National Park)

ภูเขาหิมะกลาเซียร์ ต๋ากู่ปิงชวน (Dagu Glacier National Park)
อุทยานธารน้ำแข็งที่ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน โดดเด่นด้วยภูมิทัศน์หิมะขาวโพลน ยอดเขาสูง และธารน้ำแข็งที่สวยงามตระการตา นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมธรรมชาติแบบใกล้ชิด ถ่ายรูปวิวหิมะสุดอลังการ หรือสัมผัสความหนาวเย็นและความสงบของภูเขาสูง ที่นี่เป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับคนรักธรรมชาติและการผจญภัย

จุดเด่น:

  • ธารน้ำแข็ง Dagu – ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่และสวยงาม สามารถชมวิวได้จากหลายจุด
  • ภูเขาและธรรมชาติสูง – เหมาะสำหรับการเดินป่า, ถ่ายภาพ landscape และชมวิวธรรมชาติ
  • กระเช้าชมวิว – มีบริการขึ้นกระเช้าเพื่อชมยอดเขาและธารน้ำแข็งจากมุมสูง

วิธีการเดินทาง:

  • รถบัส / รถเช่า จากเฉิงตู ประมาณ 7–8 ชั่วโมง
  • นักท่องเที่ยวส่วนมาก เช่ารถหรือจองทัวร์ เพราะพื้นที่อยู่ไกลและการเดินทางค่อนข้างซับซ้อน

เวลาที่แนะนำ:

  • 2 วัน
  • ใช้เวลาเดินชมธารน้ำแข็งและภูมิประเทศรอบ ๆ

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • จุดชมวิว 4,800 เมตร – ได้ภาพ panorama ของธารน้ำแข็ง
  • กระเช้าไฟฟ้า – มุมสูงสำหรับถ่ายวิวภูเขาและธารน้ำแข็ง
  • เตรียมตัวให้พร้อม – รองเท้าสำหรับเดินป่า, เสื้อกันหนาว, และตรวจสภาพอากาศ

11. ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang)

เที่ยวเฉิงตู : ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang)

ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang) ภูเขาสูงตระหง่านในมณฑลเสฉวนที่ได้รับฉายาว่า “อัลไพน์แห่งจีน” โดดเด่นด้วยยอดเขาสูงและหุบเขาที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม ทั้งป่าเขียว ทุ่งดอกไม้ และลำธารใส นักท่องเที่ยวสามารถเดินป่า ปีนเขา หรือชมวิวทิวทัศน์จากจุดชมวิวต่าง ๆ ได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่จะเห็นภูเขาแต่งแต้มด้วยสีสันสุดอลังการ ที่นี่เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติและนักผจญภัยที่อยากสัมผัสความสงบและความยิ่งใหญ่ของภูเขาสูงในเสฉวน ใครที่มีโอกาสไป เที่ยวเฉิงตู ไม่ควรพลาด สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเดินทางไปภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang) สามารถดูข้อมูลแบบละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางได้ที่บทความ ภูเขาสี่ดรุณี สัมผัสความงามเทือกเขาแอลป์แห่งจีน เพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการวางแผนทริปการเดินทางของคุณได้เลยค่ะ

จุดเด่น:

  • ยอดเขา 4 ยอด (Four Sisters Peaks) – ยอดสูงสุดคือ Yaomei Peak สูงกว่า 6,250 เมตร
  • หุบเขาและทะเลสาบสวยงาม – เช่น Shuangqiao Valley และ Haizi Valley
  • ธรรมชาติอลังการ – เหมาะสำหรับ trekking ระดับกลาง–สูง, ถ่ายภาพภูเขาหิมะ, ป่าไม้, และทะเลสาบ

วิธีการเดินทาง:

  • ระยะทางจากเฉิงตู ~200 กม. ใช้เวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมง โดย รถยนต์ / รถเช่า / รถบัส
  • ไม่มีรถไฟตรงไปยังฐานเขา (Rilong หรือ Xiaojin)
  • นักท่องเที่ยวส่วนมาก เช่ารถหรือจองทัวร์จากเฉิงตู

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 2–3 วัน
  • เหมาะสำหรับ trekking หลายเส้นทางหรือพักโฮมสเตย์ในหุบเขา

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • Yaomei Peak (ยอดสูงสุด) – มุมถ่ายภาพภูเขาหิมะอลังการ
  • Shuangqiao Valley และ Haizi Valley – ทะเลสาบและวิวภูเขา
  • ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี / ฤดูหนาว – วิวสวยมาก
  • เตรียมรองเท้า trekking และเช็กสภาพอากาศ / การอนุญาตเส้นทางก่อนออกเดินทาง

12. ภูเขาหิมะซีหลิง (Xiling Snow Mountain)

ภูเขาหิมะซีหลิง (Xiling Snow Mountain)

ภูเขาหิมะซีหลิง (Xiling Snow Mountain / Xiling Xue Shan) ภูเขาหิมะชื่อดังของมณฑลเสฉวนที่เต็มไปด้วยทิวทัศน์ธรรมชาติสุดอลังการ ตลอดปีจะเห็นยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะและป่าไม้เขียวขจี นักท่องเที่ยวสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งหลากหลาย เช่น การเดินป่า, ปีนเขา, เล่นสกี หรือชมวิวทะเลหมอกยามเช้า จุดชมวิวบนยอดเขาเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่สามารถมองเห็นธรรมชาติรอบด้านได้อย่างกว้างไกล ภูเขาซีหลิงเหมาะสำหรับสายธรรมชาติและนักผจญภัยทุกวัย ที่ต้องการสัมผัสความสงบและความยิ่งใหญ่ของภูเขาหิมะใกล้เฉิงตู

จุดเด่น:

  • รีสอร์ทสกีและกิจกรรมหิมะ – มีลานสกีสำหรับผู้เริ่มต้นและระดับกลาง
  • กระเช้าชมวิว – ขึ้นชมวิวภูเขาหิมะจากมุมสูง
  • วิวธรรมชาติสวยงามใกล้เฉิงตู – เหมาะสำหรับ Day trip หรือครึ่งวัน

วิธีการเดินทาง:

  • ประมาณ 110–117 กม. จากเฉิงตู
  • รถยนต์ / รถเช่า ใช้เวลาประมาณ 2–2.5 ชั่วโมง
  • หรือมี รถบัสตรงจากสถานี Chadianzi ประมาณ 3 ชั่วโมง
  • กลุ่มเล็กมัก เช่ารถส่วนตัว เพื่อความยืดหยุ่น

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 1 วัน
  • เล่นสกีครึ่งวัน–เต็มวัน หรือชมวิวธรรมชาติ

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • ลานสกีและจุดกระเช้าชมวิว – มุม panorama ของภูเขาหิมะ
  • เตรียมอุปกรณ์สกีล่วงหน้า – ถ้าต้องการเช่าหรือจองครูสอน
  • ช่วงฤดูหนาว – วิวและกิจกรรมเต็มรูปแบบ

13. อุทยานแห่งชาติปีเผิงโกว (Bipenggou National Park)

เที่ยวเฉิงตู : อุทยานแห่งชาติปีเผิงโกว (Bipenggou National Park)

อุทยานแห่งชาติปีเผิงโกว (Bipenggou National Park) อุทยานธรรมชาติที่เต็มไปด้วยป่าไม้เขียวขจี ทะเลสาบใส และน้ำตกงดงาม ตั้งอยู่ในมณฑลเสฉวน เป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้ง นักท่องเที่ยวสามารถเดินป่าชมวิว ปั่นจักรยาน หรือถ่ายภาพมุมสวย ๆ ของน้ำตกและภูเขาที่สะท้อนในผืนน้ำใส

อุทยานแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามตลอดทั้งสี่ฤดู โดยเฉพาะฤดูใบไม้ร่วงที่จะได้ชมภูมิทัศน์แต่งแต้มด้วยสีสันสดใส เป็นอีกหนึ่งจุดหมายใกล้เฉิงตูที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสความสงบและความอลังการของธรรมชาติ

จุดเด่น:

  • วิวภูเขาหิมะและธารน้ำแข็ง – สามารถมองเห็นภูเขาหิมะซื่อหนี่เหนียง (Four Girls Mountain) และธารน้ำแข็งในหุบเขา
  • ทะเลสาบใสและน้ำตก – ไฮไลท์คือทะเลสาบเจียหยาง (Jiaoyang Lake) และน้ำตกที่ใสสะอาด
  • ใบไม้เปลี่ยนสี – ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.–ต.ค.) จะได้วิวป่าสีสันสดใสตัดกับภูเขาหิมะ

วิธีการเดินทาง:

  • อยู่ห่างจากเฉิงตู ประมาณ 200 กม.
  • เดินทางโดยรถยนต์ / รถเช่า ใช้เวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมง
  • นิยมเช่ารถส่วนตัวพร้อมคนขับ เพื่อความสะดวกในการแวะเที่ยวระหว่างทาง

ระยะเวลาที่แนะนำ:

  • 1–2 วัน
    • วันเดียว: เที่ยวรอบๆ หุบเขาและจุดไฮไลท์
    • 2 วัน: พักค้างเพื่อสัมผัสบรรยากาศเช้าท่ามกลางภูเขา

จุดเช็คอินและเคล็ดลับถ่ายรูป:

  • Jiaoyang Lake – มุมถ่ายสะท้อนน้ำกับภูเขาหิมะ
  • น้ำตก – ถ่ายชอต Long exposure จะได้ภาพละมุน
  • ฤดูใบไม้ร่วง – สีสันสดใสที่สุด เหมาะสำหรับการถ่ายภาพ landscape
  • ควรเตรียม เสื้อกันหนาวและรองเท้าเดินป่า เพราะอากาศเย็นและเส้นทางเดินมีความชันเล็กน้อย

เฉิงตู เต็มไปด้วยเสน่ห์ทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการไปเยือนถิ่นกำเนิดหมีแพนด้ายักษ์ ชมความงามของภูเขาและหุบเขาในอุทยานธรรมชาติต่าง ๆ หรือเดินเล่นเพลิน ๆ ท่ามกลางบรรยากาศเมืองเก่าที่มีทั้งอาหารเสฉวนรสจัดจ้านและวิถีชีวิตท้องถิ่นที่น่าหลงใหล นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติและสายวัฒนธรรมต่างก็สามารถหาประสบการณ์ที่ใช่ได้ในเมืองแห่งนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวไทย การเดินทางไป เที่ยวเฉิงตู สะดวกสบายขึ้นมาก เพราะสามารถเข้าประเทศจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้การวางแผนทริปง่ายและรวดเร็วขึ้น หากคุณกำลังมองหาจุดหมายที่ผสมผสานทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และอาหารอร่อย ๆ เฉิงตูก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ควรค่าแก่การไปเยือน

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกเดินทางไปสัมผัสความงดงามและเสน่ห์ของเฉิงตูกันค่ะ และทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมพกติดตัวไว้เสมอนั่นก็คือ ประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณเที่ยวเฉิงตูได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก: asiaodysseytravel.com, chinadiscovery.com, chinahighlights.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

อัปเดต! 36 ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่า สำหรับคนไทย ปี 2568

(อัปเดต 15 สิงหาคม 2568) การเดินทางไปต่างประเทศไม่จำเป็นต้องยุ่งยากกับขั้นตอนการขอวีซ่าเสมอไป เพราะปัจจุบันผู้ถือพาสปอร์ตไทยสามารถท่องเที่ยวได้มากถึง 36 ประเทศแบบ ไม่ต้องขอวีซ่า เพียงแค่เตรียมกระเป๋าและซื้อตั๋วเครื่องบินก็พร้อมออกเดินทางได้ทันที Allianz Travel ได้รวบรวม ลิสต์อัปเดตล่าสุด มาให้ เพื่อช่วยให้การวางแผนทริปของเพื่อน ๆ ง่ายขึ้น และเลือกจุดหมายที่ตรงใจกว่าเดิม จะมีประเทศไหนบ้าง มาดูกันเลย

ข้อควรรู้ก่อนการเดินทาง

ถึงแม้ว่าเราไม่ต้องขอวีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศเหล่านั่น แต่เราก็ควรเตรียมเอกสารติดตัวไปให้พร้อม กรณีที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศปลายทางเรียกตรวจสอบ เราก็ต้องแสดงหลักฐานให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเราเดินทางมาท่องเที่ยว โดยไม่มีเจตนาอื่นที่ผิดกฎหมาย Allianz Travel ขอแนะนำให้เตรียมเอกสารดังต่อไปนี้ติดตัวไปด้วย

  • หลักฐานการทำงาน เช่น หนังสือรับรองการทำงาน บัตรพนักงาน หรือถ้าเป็น Freelance ก็แสดงผลงานของเรา หรือถ้ายังเป็นนักเรียน นักศึกษาก็แสดง สถานะการเรียน หรือใบรับรองการศึกษา
  • สมุดบัญชีที่มีการเคลื่อนไหว
  • ตั๋วโดยสารเครื่องบินทั้งขาไป และขากลับ
  • หลักฐานการจองที่พัก
  • แผนการเดินทางอย่างละเอียด

ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่า ที่อนุญาตให้อยู่ได้ 14 วัน

• โอมาน

• เมียนมา (พม่า) (*เฉพาะท่าอากาศยานนานาชาติ)

• ไต้หวัน (สิ้นสุด 31 ก.ค. 2569) (สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไต้หวันได้ที่บทความ: 10 กิจกรรมที่ควรทำเมื่อไป เที่ยวไต้หวัน)

• บรูไน

ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่า ที่อนุญาตให้อยู่ได้ 15 วัน

• ญี่ปุ่น (สิ้นสุด 1 ส.ค. 2569) (สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้ที่บทความ: เที่ยวญี่ปุ่น ไปได้ทั้งปี สัมผัสความงามได้ทุกฤดู)

ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่า ที่อนุญาตให้อยู่ได้  30 วัน

• จีน (สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวจีนได้ที่บทความ:เที่ยวจีน ต้อนรับฟรีวีซ่า กับ 8 เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม)

• ฮ่องกง

• อินโดนีเซีย

• ลาว

• มาเก๊า

• มองโกเลีย

• ทาจิกิสถาน

• มาเลเซีย

• มัลดีฟส์

• ฟิลิปปินส์

• ติมอร์-เลสเต

• รัสเซีย

• หมู่เกาะเซเชลส์

• สิงคโปร์ (สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้ที่บทความ: 10 ที่เที่ยวสิงคโปร์ สุดฮิต 2022 ที่ไม่ควรพลาด!)

• แอฟริกาใต้

• ตุรกี

• เวียดนาม (สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเวียดนามได้ที่บทความ: 12 ที่เที่ยวเวียดนาม 2022 ที่ควรเก็บไว้ในลิสต์)

ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่า ที่อนุญาตให้อยู่ได้  60 วัน

• กัมพูชา

• คีร์กีซ หรือ คีร์กีซสถาน (สิ้นสุด 31 ธ.ค. 2568)

• ซามัว

ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่า ที่อนุญาตให้อยู่ได้  90 วัน

• อาร์เจนตินา

• บราซิล

• ชิลี

• ปานามา

• เอกวาดอร์

• เปรู

• แอลเบเนีย (สิ้นสุด 31 ธ.ค. 2568)

• เกาหลีใต้ (สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเกาหลีใต้ได้ที่บทความ: 10 ที่เที่ยวเกาหลี 2022 ไม่ควรพลาด)

• เฮติ

ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่า ที่อนุญาตให้อยู่ได้  365 วัน

• จอร์เจีย (สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยวจอร์เจียได้ที่บทความ: 13 ที่เที่ยวจอร์เจีย ธรรมชาติอันงดงามบนเทือกเขาคอเคซัส)

หมายเหตุ: เนื่องจากเป็นการอนุญาตของประเทศปลายทางซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งก่อนเดินทางที่สถานทูตของประเทศปลายทางที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย หรือที่กระทรวงการต่างประเทศดังนี้

  • กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ 02 643 5128
  • กรมยุโรป 02 643 5138
  • กรมเอเชียตะวันออก 02 643 5194
  • กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา 02 203 5000 ต่อ 12015

ประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าล่วงหน้า แต่สามารถขอ Visa on Arrival (VOA) ได้

นอกจากประเทศที่เราสามารถเดินทางไปได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าแล้ว ยังมีอีก 30 ประเทศที่อนุญาตให้ผู้ที่ถือหนังสือเดินทางสัญชาติไทยสามารถขอ Visa on Arrival หรือ VOA ได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้นๆ ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

ประเทศ/ดินแดนพำนักได้ไม่เกินอัตราค่าธรรมเนียม
บาร์เรน14 วัน5 ดีนาร์บาร์เรน (สำหรับหนังสือเดินทางธรรมดา ที่ด่านท่าอากาศยานนานาชาติและสะพานข้ามแดนซาอุฯ – บาร์เรน)
โบลิเวีย30 วัน135 เหรียญสหรัฐ (เฉพาะวีซ่าประเภทท่องเที่ยว)
ฟิจิ4 เดือนไม่มีค่าธรรมเนียม
จอร์แดน30 วัน40 ดีนาร์จอร์แดน
คีร์กีซสถาน15 วัน/1 เดือน50 เหรียญสหรัฐ/60 เหรียญสหรัฐ (สำหรับหนังสือเดินทางธรรมดา)
เนปาล15 วัน25 เหรียญสหรัฐ
30 วัน40 เหรียญสหรัฐ
90 วัน100 เหรียญสหรัฐ
นิการากัว30 วัน10 เหรียญสหรัฐ
นีวเว (นีอูเอ)30 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
โอมาน30 วัน20 เรียลโอมาน
หมู่เกาะโซโลมอน3 เดือนไม่มีค่าธรรมเนียม
ติมอร์-เลสเต30 วัน30 เหรียญสหรัฐ
เบนิน30 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
บุรุนดี30 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
กาบูเวร์ดี30 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
คอโมโรส45 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
หมู่เกาะคุก31 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
เอธิโอเปีย90 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
กินี-บิสเซา90 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
มาลาวี30 / 90 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
มอริเชียส60 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
นามิเบีย90 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
ปาเลา30 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
กาตาร์30 วัน/1 เดือนไม่มีค่าธรรมเนียม
รวันดา30 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
ซาอุดีอาระเบีย90 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
เซเนกัล30 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
เซเชลส์90 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
เซียร์ราลีโอน30 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
ตูวาลู40 วันไม่มีค่าธรรมเนียม
วานูวาตู30 วันไม่มีค่าธรรมเนียม

หมายเหตุ: การขอ Visa on Arrival อาจมีค่าธรรมเนียมตามแต่ละประเทศ และข้อมูลต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบกับประเทศปลายทางให้แน่ชัดอีกครั้งก่อนเดินทาง ***

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถเดินทางไปได้โดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องวีซ่าแล้ว แต่เราก็ยังต้องเตรียมตัวและข้าวของจำเป็นให้พร้อมก่อนเดินทางเพื่อให้การเดินทางของเราราบรื่น เที่ยวสนุก ปลอดภัย และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติมจากที่วางแผนไว้ และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ การซื้อประกันการเดินทางต่างประเทศ ที่จะช่วยให้การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด กับความคุ้มครองที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจากเกือบทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง การเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง กระเป๋าเดินทางหรือเอกสารสำคัญสูญหาย และอื่นๆ อีกมากมาย* อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ข้อมูลปรับปรุง: 15 สิงหาคม 2568

ขอบคุณข้อมูลจาก : mfa.go.th

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

เที่ยวซินเจียง สัมผัสเสน่ห์แห่งเอเชียกลาง

เที่ยวซินเจียง (Xinjiang) – สัมผัสเสน่ห์แห่งเอเชียกลาง

ซินเจียงเป็นเขตปกครองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1 ใน 6 ของแผ่นดินจีนทั้งหมด ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ มีขนาดอาณาเขตที่กว้างใหญ่ จึงทำให้ซินเจียงมีภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง ป่าไม้ ทุ่งหญ้า และทะเลทรายโกบี อีกทั้งยังเต็มไปด้วยโบราณสถานจากเส้นทางสายไหมในอดีต ซินเจียงยังเป็นบ้านของชนเผ่าอุยกูร์ ที่มีวัฒนธรรมพื้นถิ่นน่าสนใจ และอาหารท้องถิ่นที่ห้ามพลาด หากต้องการ เที่ยวซินเจียง (Xinjiang) ให้ครบทุกสถานที่อาจต้องใช้เวลาหลายวัน หากมีเวลาไม่มาก เราแนะนำให้เริ่มจากสถานที่เที่ยวแนะนำและสิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อได้ไป เที่ยวซินเจียง ในบทความนี้กันค่ะ : )

สถานที่ท่องเที่ยวในซินเจียง

1. เที่ยวซินเจียง เขตอนุรักษ์ธรรมชาติคานาส (Kanas Nature Reserve) – สัมผัสธรรมชาติเหนือจินตนาการแห่งซินเจียง

เขตอนุรักษ์ธรรมชาติคานาส (Kanas Nature Reserve) ตั้งอยู่ในอำเภอ Burqin เขต Altay ทางตอนเหนือของซินเจียง ได้รับฉายาว่า “ไข่มุกแห่งซินเจียงตอนเหนือ” (Pearl of Northern Xinjiang) ด้วยทัศนียภาพธรรมชาติอันงดงามราวภาพวาด ไม่ว่าจะเป็น ทะเลสาบคานาส (Kanas Lake), ธารน้ำแข็ง, แม่น้ำ, ป่าสน, และทุ่งหญ้าสีเขียวขจี

เที่ยวซินเจียง : เขตอนุรักษ์ธรรมชาติคานาส (Kanas Nature Reserve)

จุดเด่น:

  • ทะเลสาบคานาส มีน้ำใสสะอาดเปลี่ยนสีตามฤดูกาล ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนเฟอร์และต้นลาร์ช
  • เหมาะกับกิจกรรมเดินป่า ถ่ายภาพ และสัมผัสธรรมชาติบริสุทธิ์
  • บรรยากาศคล้ายสวิตเซอร์แลนด์ในเอเชียกลาง

เส้นทางแนะนำ:

  • คานาส > หมู่บ้าน Hemu (หนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดในจีน)
  • Bahaba > อุทยาน Keketuohai

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

 มิถุนายน – ตุลาคม (ฤดูร้อน–ฤดูใบไม้ร่วง)

คำแนะนำเพิ่มเติม:

หากคุณชอบการเดินป่าท่ามกลางธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ คานาสคือตัวเลือกที่คุณจะไม่มีวันลืม บางมุมของที่นี่ได้รับการขนานนามว่า “อัลไต สวรรค์แห่งป่าเหนือ” ที่เที่ยวซินเจียงที่ห้ามพลาดอย่างแท้จริง

2. เที่ยวซินเจียง ทะเลสาบไซ่ราม (Sayram Lake) – ทะเลสาบภูเขาสุดโรแมนติกแห่งซินเจียง

ทะเลสาบไซ่ราม (Sayram Lake หรือ Sailimu Lake) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเขตปกครองตนเองซินเจียง ใกล้พรมแดนประเทศคาซัคสถาน และเป็น ทะเลสาบภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในซินเจียง โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 2,070 เมตร ทำให้มีอากาศเย็นสบายแม้ในฤดูร้อน

เที่ยวซินเจียง : ทะเลสาบไซ่ราม (Sayram Lake)

จุดเด่น:

  • ได้ชื่อว่าเป็น “ทะเลน้ำตาของเทพธิดา” ตามตำนานที่เล่าขาน
  • ในฤดูร้อน รอบทะเลสาบเต็มไปด้วย ดอกไม้ป่าหลากสี บานสะพรั่ง
  • สามารถชมวิว ภูเขาหิมะ ป่าสน และทุ่งหญ้า ได้ในที่เดียว
  • มีกิจกรรม ขี่ม้ารอบทะเลสาบ และตั้งแคมป์ชมพระอาทิตย์ตก

กิจกรรมแนะนำ:

  • เดินเล่นหรือขี่ม้ารอบทะเลสาบ
  • ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามา
  • แวะชมโบราณสถานใกล้ทะเลสาบ เช่น ซากเส้นทางสายไหม

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

  • เดือนมิถุนายน – สิงหาคม (หน้าร้อน) ซึ่งอากาศดี และวิวรอบทะเลสาบสวยที่สุด
  • ช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.–ต้นต.ค.) ก็จะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสี

การเดินทาง:

  • จากเมือง อุรุมชี (Urumqi) ขับรถประมาณ 600 กิโลเมตร (ประมาณ 8 ชม.)
  • หรือบินไปลงที่ เมือง Yining แล้วต่อรถประมาณ 2 ชั่วโมง

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะกับนักเดินทางที่ชอบธรรมชาติอันเงียบสงบ ถ่ายภาพวิวสวย ๆ และอยากสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบชนเผ่าในบรรยากาศที่โรแมนติกและแปลกใหม่

3. เที่ยวซินเจียง ทะเลสาบไป๋ซาหู (Baisha Lake) – ม่านน้ำใสกลางทิวเขาแห่งซินเจียง

ทะเลสาบไป๋ซาหู (Baisha Lake) ตั้งอยู่ในเขต Ili Kazakh Autonomous Prefecture ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซินเจียง เป็นทะเลสาบน้ำจืดบนที่ราบสูงที่มีทัศนียภาพงดงามและอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

เที่ยวซินเจียง : ทะเลสาบไป๋ซาหู (Baisha Lake)

จุดเด่น:

  • น้ำทะเลสาบใสสะท้อนสีฟ้าคราม สลับกับภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ
  • รอบทะเลสาบมีป่าไม้เขียวชอุ่มและทุ่งหญ้า เหมาะกับการพักผ่อนและถ่ายภาพ
  • บรรยากาศเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติและความสงบ

กิจกรรมแนะนำ:

  • เดินเล่นรอบทะเลสาบ ชมธรรมชาติและสัตว์ป่าท้องถิ่น
  • ถ่ายภาพวิวภูเขาสะท้อนในน้ำ
  • พักผ่อนริมทะเลสาบหรือปิกนิกแบบส่วนตัว

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

เดือนพฤษภาคม – กันยายน (ฤดูร้อน–ต้นใบไม้ร่วง) ซึ่งอากาศเย็นสบายและวิวธรรมชาติสวยที่สุด

การเดินทาง:

  • จากเมืองอุรุมชี (Urumqi) ขับรถประมาณ 400–500 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 6–8 ชั่วโมง
  • แนะนำให้เช่ารถหรือเข้าร่วมทัวร์ท้องถิ่นเพื่อสะดวกในการเดินทางและเที่ยวรอบทะเลสาบ

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ นักถ่ายภาพ และผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ มาสัมผัสความสงบและความงามของทะเลสาบกลางทิวเขา

4. เที่ยวซินเจียง ทะเลสาบเทียนฉือ (Heavenly Lake) ใกล้อุรุมชี – สวรรค์บนเทือกเขาเทียนซานแห่งซินเจียง

ทะเลสาบเทียนฉือ (Tianchi Lake) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติยอดนิยมของซินเจียง ตั้งอยู่บน เทือกเขาเทียนซาน (Tianshan Mountains) ทางตะวันออกของเมือง อุรุมชี (Urumqi) ด้วยความสูงกว่า 1,900 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

เที่ยวซินเจียง : ทะเลสาบเทียนฉือ (Tianchi Lake)

จุดเด่น:

  • ตำนานจีนกล่าวว่า ทะเลสาบเทียนฉือ (Tianchi Lake) เป็นสถานที่อาบน้ำของเทพธิดา จึงถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
  • ทะเลสาบสีฟ้าใสสะท้อนยอดเขา Bogda ที่ปกคลุมด้วยหิมะ พร้อมป่าสนโดยรอบ
  • บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อน ถ่ายรูป เดินเล่น หรือ ล่องเรือเพื่อชมวิว

กิจกรรมแนะนำ:

  • เดินรอบทะเลสาบชมธรรมชาติป่าสนสีเขียวขจี
  • ล่องเรือในทะเลสาบ (แนะนำให้เตรียมเสื้อกันลมไปด้วยนะคะ)
  • ถ่ายภาพวิวเทือกเขาและเงาสะท้อนในน้ำ

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

เดือนพฤษภาคม – กันยายน (ฤดูร้อน–ต้นใบไม้ร่วง)

การเดินทาง:

  • นั่งรถบัสหรือแท็กซี่จากตัวเมือง ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง
  • มีบริการรถท่องเที่ยวตรงไปยังทางเข้าอุทยาน

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ ธรรมชาติ ภูเขา และทะเลสาบ ไม่ควรพลาดที่นี่ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการสัมผัสอากาศเย็นสบายและวิวที่งดงาม

5. เที่ยวซินเจียง ทุ่งหญ้าน่าหลาตี (Nalati Grassland) – สวรรค์บนภูเขาแห่งซินเจียง

ทุ่งหญ้าน่าหลาตี (Nalati Grassland) ตั้งอยู่ในเขต Xinyuan ทางตอนใต้ของเทือกเขา เทียนซาน และเป็นหนึ่งใน ทุ่งหญ้าบนภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยวิวทิวทัศน์ที่อลังการของหุบเขา ป่าไม้ แม่น้ำ และยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี ทำให้ที่นี่ถูกขนานนามว่า “สวรรค์ของนักเดินทาง”

ทุ่งหญ้าน่าหลาตี (Nalati Grassland)

จุดเด่น:

  • พื้นที่กว้างใหญ่ของทุ่งหญ้าสีเขียวที่ทอดยาวสุดสายตา
  • วิวทิวเขาซ้อนกันแบบพาโนรามา เหมาะสำหรับถ่ายภาพวิวและ Drone
  • โอกาสได้ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตชนเผ่า คาซัค (Kazak) แบบดั้งเดิม
  • มีบริการนั่งม้าชมทุ่งหญ้า, พักในกระโจม (Yurt), และชมการแสดงพื้นเมือง

กิจกรรมแนะนำ:

  • ขี่ม้า หรือขึ้นกระเช้าชมวิวทุ่งหญ้าจากมุมสูง
  • ชิมอาหารพื้นเมืองคาซัค เช่น เนื้อแกะย่าง
  • ถ่ายภาพกับฝูงม้า และวิวพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก
  • เข้าร่วมเทศกาลพื้นเมืองหากไปในช่วงฤดูร้อน

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

  • มิถุนายน – กันยายน (หน้าร้อน) เป็นช่วงที่ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม และอากาศเย็นสบาย
  • ควรหลีกเลี่ยงฤดูหนาวเพราะอากาศหนาวจัดและทุ่งหญ้าถูกปกคลุมด้วยหิมะ

การเดินทาง:

  • จาก เมือง Yining หรือ Urumqi สามารถนั่งรถทัวร์/รถไฟไปยัง Xinyuan County
  • จากนั้นต่อรถเข้าสู่เขตทุ่งหญ้า ใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ ช่างภาพ หรือผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวาย มาสัมผัสความเงียบสงบของธรรมชาติแบบดั้งเดิม พร้อมกลิ่นอายชนเผ่าเร่ร่อนที่ยังคงมีอยู่จริงในซินเจียง

6. เที่ยวซินเจียง ทุ่งหญ้าบายันบุลัค (Bayanbulak Grassland) – ดินแดนหงส์ขาวกลางขุนเขาแห่งซินเจียง

ทุ่งหญ้าบายันบุลัค (Bayanbulak Grassland) คือทุ่งหญ้าแบบมีน้ำหล่อเลี้ยงขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศจีน ตั้งอยู่ในเขต Bayingolin ทางตอนกลางของซินเจียง ท่ามกลางวงล้อมของเทือกเขาเทียนซาน ด้วยระดับความสูงเฉลี่ยราว 2,400 เมตร ทำให้ที่นี่เป็นโอเอซิสกลางภูเขาที่เขียวชอุ่ม สดชื่น และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

ทุ่งหญ้าบายันบุลัค (Bayanbulak Grassland)

จุดเด่น:

  • เป็นบ้านของ หงส์ขาว หลายพันตัวที่อพยพมาทุกปี โดยเฉพาะที่ ทะเลสาบหงส์ (Swan Lake)
  • วิวเปิดโล่งของทุ่งหญ้าสีเขียวและแม่น้ำสายเล็ก ๆ คดเคี้ยวราวริบบิ้น
  • มีจุดชมวิวแม่น้ำไคดู (Kaidu River) ที่งดงามมากในช่วงพระอาทิตย์ตก

กิจกรรมแนะนำ:

  • ถ่ายภาพหงส์นับพันตัวในช่วงเดือนมิถุนายน–กันยายน
  • ขี่ม้าหรือเดินเล่นบนทุ่งหญ้าแบบชนเผ่า
  • เข้าพักในกระโจมแบบคาซัค (Kazak Yurt) เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • ชมท้องฟ้ากว้างและดวงดาวยามค่ำคืนแบบไม่มีแสงรบกวน

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

  • มิถุนายน – กันยายน (ฤดูร้อน) เป็นฤดูของดอกไม้ป่าและการอพยพของหงส์
  • หลีกเลี่ยงช่วงฤดูหนาว เนื่องจากหิมะตกหนัก

การเดินทาง:

  • จากเมือง Korla หรือ Urumqi สามารถนั่งรถทัวร์ หรือเช่ารถขับเองไปยัง Bayanbulak (ใช้เวลาประมาณ 6–8 ชั่วโมง)
  • ควรวางแผนพักค้างคืน 1–2 คืน เพื่อเก็บบรรยากาศธรรมชาติเต็มที่

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ ช่างภาพ และผู้ที่ต้องการ สัมผัสวิถีชีวิตแบบคาซัคแท้ ๆ ในดินแดนที่ยังไม่ถูกรบกวนด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

7. เที่ยวทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) – ท้าทายแดนทรายแห่งซินเจียง

ทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) เป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเป็นหนึ่งในทะเลทรายเคลื่อนตัวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 330,000 ตารางกิโลเมตร ได้รับฉายาว่า “ทะเลแห่งความตาย (Sea of Death)” ด้วยภูมิประเทศที่โหดร้าย ทว่าเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งความลึกลับและน่าหลงใหล

ทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert)

จุดเด่น:

  • ถนนทะลุทะเลทราย Taklamakan Desert Highway เป็นหนึ่งในถนนที่ยาวที่สุดในโลกที่ตัดผ่านทะเลทราย มีความยาวกว่า 500 กิโลเมตร
  • สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นป๊อปลาร์สีทองในฤดูใบไม้ร่วง สวยงามสะกดตา
  • ทะเลทรายแห่งนี้ยังเป็นเส้นทางผ่านหลักของ เส้นทางสายไหม (Silk Road) ในอดีต

กิจกรรมแนะนำ:

  • ขับรถข้ามทะเลทราย หรือเข้าร่วมทัวร์ทะเลทรายที่มีไกด์ท้องถิ่น
  • ขี่อูฐ ท่องเนินทรายและชมพระอาทิตย์ตก
  • ตั้งแคมป์กลางทะเลทราย และดูดาวในท้องฟ้าที่ไร้แสงรบกวน
  • แวะเยี่ยมชม โอเอซิสโบราณ เช่น Hotan, Kuqa, หรือเมือง Miran

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

ปลายตุลาคม – กลางพฤศจิกายน เพราะอากาศเย็นลง ไร้พายุทราย และต้นไม้รอบ ๆ ทะเลทรายเปลี่ยนสีเป็นทองงดงาม

การเดินทาง:

  • บินจากเมือง อุรุมชี (Urumqi) ไปยัง Hotan หรือ Kuqa
  • ใช้บริการรถทัวร์ท้องถิ่น หรือเช่ารถขับเข้าสู่เส้นทาง ทะเลทราย Taklamakan Highway
  • ควรเตรียมตัวล่วงหน้า และเดินทางกับไกด์หรือทัวร์ที่เชี่ยวชาญ เพราะบางพื้นที่ไม่มีสัญญาณมือถือ

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะสำหรับนักผจญภัย ช่างภาพ และผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ ทะเลทรายจริงแบบไม่ต้องไปถึงตะวันออกกลาง พร้อมธรรมชาติสุดขั้วและเสน่ห์แห่งอารยธรรมเก่าแก่ที่ซ่อนอยู่กลางความเวิ้งว้าง

8. เที่ยวซินเจียง เมืองเก่าคาชการ์ (Kashgar Old Town) – หัวใจวัฒนธรรมอุยกูร์แห่งซินเจียง

เมืองเก่าคาชการ์ (Kashgar Old Town) เป็นหนึ่งในเมืองโบราณที่สำคัญที่สุดของซินเจียง และเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของชาวอุยกูร์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี

มัสยิด Id Kah ในเมืองเก่าคาชการ์ (Kashgar Old Town)

จุดเด่น:

  • สถาปัตยกรรมอิสลามและอุยกูร์แบบดั้งเดิมที่ยังคงความสมบูรณ์และมีเสน่ห์
  • ตลาดท้องถิ่นที่คึกคัก เป็นสถานที่ซื้อของพื้นเมือง เช่น เครื่องเทศ ผ้าไหม งานฝีมือ และอาหารสด
  • มัสยิด Id Kah ซึ่งเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในจีน และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมในพื้นที่
  • สุสาน Abakh Khoja สถาปัตยกรรมงดงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
ลาดท้องถิ่นในเมืองเก่าคาชการ์ (Kashgar Old Town) ซินเจียง

กิจกรรมแนะนำ:

  • เดินชมตรอกซอยเก่าแก่และบ้านเรือนไม้แบบดั้งเดิม
  • ชิมอาหารท้องถิ่น เช่น เคบับ อาหารอุยกูร์ และขนมหวานพื้นเมือง
  • เยี่ยมชมตลาดวันอาทิตย์ที่มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น

การเดินทาง:

  • บินตรงจากเมือง อุรุมชี (Urumqi) ไปยัง คาชการ์ (Kashgar) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
  • ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ อุรุมชี–คาชการ์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10–11 ชั่วโมง

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมโบราณ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวอุยกูร์ในซินเจียง

9. เที่ยวซินเจียง เมืองโบราณเจียวเหอ (Jiaohe Ancient City) – มรดกโลกซินเจียงอายุกว่า 2,300 ปี

เมืองโบราณเจียวเหอ (Jiaohe Ancient City) ตั้งอยู่ใกล้เมืองทูหลู่ฟาน (Turpan) ในซินเจียง เป็นหนึ่งในเมืองโบราณที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดของจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,300 ปี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก

เมืองโบราณเจียวเหอ (Jiaohe Ancient City)

จุดเด่น:

  • เป็นเมืองโบราณที่ถูกสร้างขึ้นบนเนินเขาโดยไม่ใช้ไม้ มีลักษณะเป็นเมืองหน้าผา
  • ซากอาราม บ้านเรือน และเวิร์กช็อปโบราณยังคงสภาพดี ให้บรรยากาศย้อนยุคเหมือนกับการเดินทางข้ามเวลา
  • ทิวทัศน์ของเมืองโบราณท่ามกลางทะเลทรายและภูเขา มีความสวยงามโดยเฉพาะช่วงแสงเย็น

กิจกรรมแนะนำ:

  • เดินชมซากเมืองและถ่ายภาพสถาปัตยกรรมโบราณที่ยังคงสมบูรณ์
  • ฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองผ่านไกด์ท้องถิ่น
  • ชมพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวเพื่อภาพถ่ายที่งดงาม

การเดินทาง:

  • จากเมืองทูหลู่ฟาน (Turpan) นั่งรถยนต์ประมาณ 10-15 นาทีถึงเมืองเจียวเหอ
  • สามารถเดินทางจากอุรุมชีโดยรถไฟหรือรถบัสมายังทูหลู่ฟานก่อน

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่รักประวัติศาสตร์ โบราณคดี และต้องการชมมรดกโลกอันงดงามของซินเจียงในบรรยากาศทะเลทรายที่มีความลึกลับ

10. เที่ยวซินเจียง ตลาด International Grand Bazaar เมืองอุรุมชี – สีสันแห่งวัฒนธรรมอุยกูร์ที่คุณต้องสัมผัส

ตลาด International Grand Bazaar ในเมือง อุรุมชี (Urumqi) คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัส วัฒนธรรมพื้นเมืองของชาวอุยกูร์ อย่างแท้จริง ตลาดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น “ตลาดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในจีน” และยังเป็นศูนย์รวมอาหาร เสื้อผ้า งานฝีมือ และของที่ระลึกที่สะท้อนเอกลักษณ์ของเส้นทางสายไหมในอดีต

ตลาด International Grand Bazaar เมืองอุรุมชี

จุดเด่น:

  • สถาปัตยกรรมสไตล์อิสลามผสมผสานจีนอย่างงดงาม โดยเฉพาะ หอคอยชมวิว ที่สามารถมองเห็นวิวเมืองอุรุมชีแบบพาโนรามา
  • ร้านค้าและแผงขายสินค้ากว่า 3,000 ร้าน จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น เช่น:
    • ผลไม้อบแห้ง, ถั่ว, เครื่องเทศ
    • ผ้าปักมือ, พรม, เสื้อผ้าท้องถิ่น
    • ของที่ระลึกจากวัฒนธรรมอุยกูร์
  • มีเวทีจัดแสดงการแสดงพื้นบ้านในบางช่วงเวลา เช่น การรำอุยกูร์และการแสดงดนตรี

กิจกรรมแนะนำ:

  • ลองชิม เคบับเนื้อแกะ ย่างสด ๆ
  • เดินชมแผงขายเครื่องเทศกลิ่นหอมแรง
  • ซื้อขนมปัง Naan อบเตาถ่านแบบดั้งเดิม
  • ถ่ายรูปหน้าหอคอยที่เป็นสัญลักษณ์ของตลาด
ขนมปัง Naan อบเตาถ่านแบบดั้งเดิม

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

ช่วงฤดูร้อนอากาศจะเย็นสบาย เหมาะแก่การเดินเล่น เย็นถึงค่ำ (ประมาณ 16.00–20.00 น.) จะมีสีสันคึกคักที่สุด และบางวันอาจมีตลาดกลางคืน

การเดินทาง:

  • ตลาดตั้งอยู่ใจกลางเมืองอุรุมชี สามารถเดินทางได้ง่ายด้วยรถแท็กซี่ หรือรถบัสสาธารณะ
  • ใกล้สถานีรถไฟและแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น พิพิธภัณฑ์เขตปกครองซินเจียง

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่สนใจ วัฒนธรรมท้องถิ่น, ชอบเดินตลาด, หรือกำลังมองหาของฝากและของที่ระลึกแบบไม่ซ้ำใครในจีน

ลิ้มลองรสชาติแท้ ๆ ของอาหารซินเจียง

อาหารซินเจียง เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด เมนูส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอุยกูร์ มีรสชาติกลมกล่อมและเน้นใช้เนื้อวัว เนื้อแกะ และแป้งเป็นหลัก โดยเฉพาะเนื้อแกะที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เมนูแนะนำ:

  • เคบับเนื้อแกะ (Yang Rou Chuan): เนื้อแกะเสียบไม้ย่างหอมกรุ่น รสชาติเผ็ดนิดๆ กลมกล่อม
  • แกะย่างทั้งตัว (Grilled Whole Lamb): เมนูพิเศษสำหรับงานเลี้ยงหรือเทศกาล รสชาติเนื้อนุ่มฉ่ำ
  • ขนมปัง Naan: ขนมปังแป้งอบกรอบนอกนุ่มใน มักเสิร์ฟคู่กับอาหารจานหลัก
  • ข้าวหมกเนื้อ (Polo / Shou Zhua Fan): ข้าวผัดคลุกกับเนื้อแกะ แครอท หอมใหญ่ ลูกเกด รสชาติหอมหวานกลมกล่อม
  • บะหมี่อุยกูร์ (Lagman): บะหมี่เส้นเหนียวนุ่มเสิร์ฟกับซุปเนื้อและผักสด
เคบับเนื้อแกะ (Yang Rou Chuan)

สถานที่แนะนำสำหรับชิมอาหาร:

  • ตลาดกลางคืนและร้านอาหารท้องถิ่นในเมืองอุรุมชี, คาชการ์ และเมืองอื่น ๆ ในซินเจียง
  • ร้านอาหารที่มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมอุยกูร์ควบคู่ไปด้วย

วิธีการเดินทางไป เที่ยวซินเจียง

การเดินทางจากประเทศไทยไปยัง ซินเจียง สามารถทำได้สะดวกสบายโดยบินตรงจาก กรุงเทพฯ (Bangkok) ไปยังเมืองหลักอย่าง อุรุมชี (Urumqi) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางของเขตปกครองตนเองซินเจียง

  • หากไม่มีเที่ยวบินตรง สามารถเลือกบินแวะเปลี่ยนเครื่องที่ ปักกิ่ง (Beijing) หรือ คุนหมิง (Kunming) ได้เช่นกัน
  • เมื่อถึงอุรุมชีแล้ว คุณสามารถเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ ในซินเจียงด้วยทางเลือกหลากหลาย เช่น
    • รถไฟความเร็วสูง
    • เที่ยวบินภายในประเทศ
    • รถบัสสาธารณะ
    • หรือเช่ารถขับเองสำหรับความยืดหยุ่นสูงสุด

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ เที่ยวซินเจียง

  • ฤดูใบไม้ผลิ (พฤษภาคม – มิถุนายน)
  • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – ตุลาคม)

ในช่วงนี้อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนจัด และวิวธรรมชาติทั้งภูเขา ทุ่งหญ้า และทะเลทรายจะสวยงามเป็นพิเศษ เหมาะแก่การเดินทางและกิจกรรมกลางแจ้ง

กิจกรรมห้ามพลาดเมื่อมา เที่ยวซินเจียง

  • ขี่อูฐกลางทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) สัมผัสประสบการณ์สุดท้าทายในทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในจีน
  • เดินป่าในภูเขาเทียนซาน (Tian Shan Mountains) ชมวิวธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์
  • นอนดูดาวกลางคืน ในพื้นที่ทุ่งหญ้าหรือทะเลทราย ที่ไม่มีมลภาวะทางแสง
  • ลิ้มรสอาหารพื้นเมือง เช่น บะหมี่อุยกูร์ (Lagman), ข้าวหมกเนื้อแกะ (Polo), และซุปเนื้อแบบอุยกูร์
  • ชมการแสดงพื้นบ้าน และเดินเล่นในตลาดกลางคืนเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
ขี่อูฐกลางทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert)

ซินเจียงเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงามหลากหลายรูปแบบ พร้อมด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลายและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหา สายธรรมชาติและนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ไม่ควรพลาดสถานที่แห่งนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวไทย การเดินทางไปซินเจียงในประเทศจีนก็สะดวกสบายยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถเข้าประเทศจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้การวางแผนทริปง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์เที่ยวชมธรรมชาติสวย ๆ ในดินแดนที่ไม่ไกลจากบ้าน ซินเจียงคืออีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ต้องใส่ไว้ในลิสต์ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกเดินทางไปสัมผัสกับความงดงามและวัฒนธรรมอันล้ำค่าของดินแดนแห่งนี้กันค่ะ และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีพร้อมติดตัวไว้คือประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณเที่ยวซินเจียงได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก: asiaodysseytravel.com, chinadiscovery.com, chinahighlights.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

เที่ยวโดโลไมท์ (dolomites) สัมผัสธรรมชาติงดงามดุจเทพนิยาย

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) อิตาลี สัมผัสธรรมชาติงดงามดุจเทพนิยาย

ถ้าพูดถึง ที่เที่ยวอิตาลี คุณอาจนึกถึงเหล่าเมืองสุดฮิตอย่างเวนิส ฟลอเรนซ์ หรือชายฝั่งอมาลฟี (คุณสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับที่เที่ยวอิตาลีได้ที่นี่: เที่ยวอิตาลี 10 เมืองยอดนิยม ดินแดนแห่งศิลปะและประวัติศาสตร์ระดับโลก) แต่จริง ๆ แล้วอิตาลียังมีอีกหนึ่งมุมเงียบ ๆ ที่สวยสะกดใจไม่แพ้ที่ไหนในยุโรปเลย — นั่นก็คือ โดโลไมท์ (Dolomites) เทือกเขาสูงใหญ่ทางตอนเหนือ ที่ใครถ้าได้ไป เที่ยวโดโลไมท์ แล้วต่างตกหลุมรักแบบถอนตัวไม่ขึ้น

เทือกเขาโดโลไมท์เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่เต็มไปด้วยธรรมชาติอลังการ หมู่บ้านน่ารักวิวภูเขา และวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างอิตาลีและออสเตรีย เพราะในอดีตที่นี่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีมาก่อน จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งภาษาเยอรมันที่ยังใช้กันทั่วไป ไปจนถึงอาหารและสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปเหนือ พื้นที่ทั้งหมดแบ่งออกเป็นหลายภูมิภาคและหมู่บ้านหลายแห่งในแต่ละภูมิภาค โดยแต่ละภูมิภาคมีเส้นทางเดินป่ามากมายที่เชื่อมต่อเทือกเขาทั้งหมดเข้าด้วยกัน บางส่วนสามารถเข้าถึงได้ด้วยรถยนต์ บางส่วนเข้าถึงได้ด้วยกระเช้าลอยฟ้าและสกีลิฟต์ และบางส่วนเข้าถึงได้ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนาวที่เหมาะกับการเล่นสกี หรือฤดูร้อนที่เหมาะกับการเดินป่าชมวิว การมาเที่ยวโดโลไมท์คือทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่อยากเที่ยวอิตาลีในบรรยากาศที่มีความเป็นธรรมชาติ แตกต่างจากเมืองใหญ่ แต่ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์และความโรแมนติกแบบยุโรปแท้ ๆ

ทำความรู้จักเทือกเขาโดโลไมท์

โดโลไมท์ (The Dolomites) คือเทือกเขาที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี ที่มีลักษณะโดดเด่นจากองค์ประกอบทางธรณีวิทยา เนื่องจากภูเขาเหล่านี้เกิดจากหินโดโลไมท์เกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นหินที่มีแร่โดโลไมท์  เป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้ภูเขามีสีเฉดเข้มและอ่อนในแบบเฉพาะตัวที่งดงามและเป็นเอกลักษณ์ เทือกเขาโดโลไมท์ครอบคลุมพื้นที่ถึง 7 จังหวัด ได้แก่ เซาท์ไทโรล (South Tyrol), เทรนติโน (Trentino), เวโรนา (Verona), วิเชนซา (Vicenza), เบลลูโน (Belluno), อูดิเน (Udine) และ พอร์เดโนเน (Pordenone)

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ประเทศอิตาลี

เทือกเขาโดโลไมท์ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) เมื่อปี 2009 ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามน่าทึ่งและความหลากหลายทางธรรมชาติ  โดโลไมท์จึงเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมระดับโลกสำหรับทั้งการเดินป่าในฤดูร้อนและการเล่นสกีในฤดูหนาว

เที่ยวโดโลไมท์ ช่วงเวลาไหนดี

โดโลไมท์ เป็นจุดหมายที่สามารถเที่ยวได้ทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาว หากคุณต้องการชมโดโลไมท์ในบรรยากาศที่ดีที่สุด คุณต้องเลือกเวลาให้เหมาะสม โดยแต่ละฤดูก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบกิจกรรมประเภทไหน และอีกสิ่งที่ควรพิจารณาก็คือเรื่องราคา ไม่ว่าคุณจะอยากสัมผัสประสบการณ์การเล่นสกีสุดตื่นตาในฤดูหนาว หรือเดินป่าท่ามกลางวิวสวยอลังการในฤดูร้อน การทำความเข้าใจเรื่องช่วงราคาตามฤดูกาลจะช่วยให้คุณวางแผนการเดินทางได้คุ้มค่าที่สุด รายละเอียดสรุปแบบย่อ ๆ มีดังนี้:

  • ฤดูร้อนคือช่วงพีคของการเดินป่า เส้นทางธรรมชาติเปิดกว้าง รอให้นักผจญภัยออกไปสำรวจ
  • ฤดูใบไม้ร่วงคือช่วงเวลาของต้นสนสีทองและเส้นทางเงียบสงบ เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
  • ฤดูหนาวเปลี่ยนทุกอย่างให้กลายเป็นโลกแห่งหิมะ ราวกับหลุดเข้าไปในนิทาน
  • ฤดูใบไม้ผลิ สภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน ค่อนข้างเฉอะแฉะ เส้นทางหลายเส้นทางปิด ทำให้ยากต่อการจัดเตรียมเสื้อผ้าและสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้

นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้เพื่อเลือกช่วงเวลาในการเดินทางที่เหมาะสมสำหรับคุณ

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูร้อน (มิถุนายน–กันยายน)

นี่คือช่วงเวลาไฮซีซั่นที่โดโลไมท์งดงามที่สุดสำหรับการเดินป่า ปั่นจักรยาน หรือปิกนิกริมทะเลสาบ คุณจะได้เห็นความงามของธรรมชาติอย่างเต็มพิกัด ถ้าสิ่งที่คุณต้องการคือการเดินป่า ฤดูร้อนคือช่วงเวลาที่ใช่สำหรับคุณ แต่คุณต้องวางแผนให้ดี และถ้าคุณไม่อยากเจอกับความวุ่นวาย และคนมากมาย พยายามหลีกเลี่ยงช่วงสัปดาห์ที่ 2 และที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดของโรงเรียนทั่วทั้งยุโรป

The Tre Cime di Lavaredo

The Tre Cime di Lavaredo (Three Peaks of Lavaredo) มองจาก the Cave Viewpoint

สิ่งที่คุณจะได้พบ:

  • กลางวันยาวนาน กระเช้าลิฟต์เปิดให้บริการ ที่พักเปิดต้อนรับอย่างเต็มรูปแบบ
  • นักท่องเที่ยวหนาแน่นตามจุดยอดฮิต เช่น Tre Cime และ Lago di Braies เป็นต้น
  • ราคาที่พักสูงขึ้น และห้องพักจำกัด ถ้าไม่รีบจองล่วงหน้า

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูใบไม้ร่วง (ปลายกันยายน–ตุลาคม)

ถ้าคุณอยากสัมผัสโดโลไมท์ในช่วงที่สวยที่สุด แบบที่ไม่ต้องเบียดกับผู้คน ฤดูใบไม้ร่วงคือช่วงเวลาแห่งเวทมนตร์ที่คุณสัมผัสได้ แต่บางปีฤดูใบไม้ร่วงมาไว บางปีก็แทบไม่มาเลย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสภาพอากาศบนภูเขา โดยทั่วไป ช่วงกลางเดือนตุลาคม คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับชมใบไม้เปลี่ยนสี และสภาพอากาศก็มักจะเย็นสบาย แต่คุณก็ควรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ แต่ถ้าคุณอยากสัมผัสประสบการณ์เดินป่าแบบเต็มรูปแบบ คุณควรไปช่วงปลายกันยายนถึงกลางตุลาคมจะดีที่สุด

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูใบไม้ร่วง

สิ่งที่คุณจะได้พบ:

  • นักท่องเที่ยวน้อยลง 
  • ต้นสนสีทองสว่างไสวทั่วหุบเขา 
  • อากาศยามเช้าสดชื่น และพระอาทิตย์ตกงดงาม
  • ที่พักบางแห่งจะเริ่มปิดในช่วงต้นตุลาคม หากคุณวางแผนจะเดินป่าแบบนอนค้างหลายคืน อย่าลืมตรวจสอบล่วงหน้าว่ามีที่พักที่ไหนยังเปิดอยู่บ้าง
  • หิมะสามารถมาได้ทุกเมื่อในฤดูนี้ และพอเข้าสู่ปลายตุลาคม กระเช้าลิฟต์ เส้นทางเดินป่า และที่พักหลายแห่งก็จะเริ่มปิดแล้ว

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูหนาว (ธันวาคม–มีนาคม)

ฤดูหนาวในโดโลไมท์ช่างงดงามเกินจริงราวกับเทพนิยาย ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน หมู่บ้านเล็กๆ ดูราวกับหลุดออกมาจากนิทาน

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูหนาว

สิ่งที่คุณจะได้พบ:

  • เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบเล่นสกี สโนว์บอร์ด สโนว์ชู หรือจิบไวน์ร้อนใต้ต้นคริสต์มาสยักษ์
  • เส้นทางเดินป่าจะถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบ และไม่สามารถเข้าถึงได้ หากไม่มีอุปกรณ์ครบครันหรือไกด์นำทาง

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน–พฤษภาคม)

ส่วนใหญ่แล้วฤดูใบไม้ผลิจะเป็นช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะโรแมนติก นึกถึงดอกไม้ป่าบานเต็มทุ่ง นักท่องเที่ยวน้อย แต่ความจริงคือหิมะที่โดโลไมท์ยังละลายไม่หมด ที่นี่จะเริ่มเป็นฤดูใบไม้ผลิจริง ๆ ก็ต่อเมื่อเข้าสู่เดือนมิถุนายน

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูใบไม้ผลิ

สิ่งที่คุณจะได้พบ:

  • เส้นทางส่วนใหญ่ยังถูกปกคลุมด้วยหิมะหรือปิดเพื่อความปลอดภัย
  • ที่พักบนภูเขาหลายแห่งยังไม่เปิดให้บริการจนกว่าจะถึงช่วงกลางปี
  • ถ้าคุณไม่ได้ขับรถเที่ยวหรือตั้งใจมาเมืองตามเชิงเขาเพื่อเข้าสปาหรู ๆ เราแนะนำให้ข้ามฤดูนี้ไปก่อนจะดีกว่า

วิธีเดินทางไป เที่ยวโดโลไมท์

โดโลไมท์ไม่มีสนามบิน คุณจะต้องนั่งเครื่องบินไปลงสนามบินหลักที่เดินทางไปยังเทือกเขาโดโลไมท์ได้สะดวกจากทางฝั่งอิตาลี หลังจากนั้น ใช้เวลาขับรถประมาณ 2.5-3 ชั่วโมงไปยังเมืองหลักที่ใกล้ที่สุดในเทือกเขาโดโลไมท์ อย่างเมืองกอร์ตีนาดัมเปซโซ (Cortina d’Ampezzo) ทางฝั่งตะวันออกหากคุณมาจากเวนิส และเมืองโบลซาโน (Bolzano) ทางฝั่งตะวันตกหากคุณมาจากมิลานหรือเวโรนา

สนามบินที่ใกล้ที่สุดสำหรับการไปเที่ยวเทือกเขาโดโลไมท์:

  • สนามบินนานาชาติมาร์โคโปโลเวนิส (อิตาลี) 2 ชั่วโมง
  • สนามบินเวโรนา (อิตาลี) 2 ชั่วโมง
  • สนามบินอินส์บรุค (ออสเตรีย) 1 ชั่วโมงครึ่ง
  • สนามบินมิลานมัลเปนซา (อิตาลี) 4 ชั่วโมง
  • สนามบินมิวนิก (เยอรมนี) 4 ชั่วโมง

หากคุณเดินทางด้วยรถไฟในอิตาลี คุณต้องไปลงที่สถานีโบลซาโน (Bolzano) หรือดอบบีอาโก (Dobbiaco) แล้วนั่งรถบัสต่อเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ หรือวิธีที่ดีและง่ายที่สุดคือการเช่ารถแล้วขับรถเที่ยวในโดโลไมท์ ซึ่งจะช่วยให้คุณเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ตามตารางเวลาของคุณเอง คุณสามารถเช่ารถได้ที่เวนิส เวโรนา มิลาน โบลซาโน หรือโบโลญญา แล้วขับไปโดโลไมท์ จากนั้นคืนรถที่เมืองเดิมหรือเมืองถัดไปตามแผนการเดินทางของคุณ

*ฟลอเรนซ์ โรม หรือเนเปิลส์อยู่ไกลเกินไป เว้นแต่คุณจะวางแผนเดินทางไปเที่ยวอิตาลีนานกว่านี้โดยแวะเทือกเขาโดโลไมท์ด้วย

สิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อไป เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites)

ในช่วงฤดูร้อน การเดินป่าถือเป็นกิจกรรมที่ดีที่สุดในโดโลไมท์ แต่ถ้าคุณอยากสัมผัสความงามของที่นี่แบบไม่ต้องออกแรงมาก มีกิจกรรมอีกมากมายให้เลือกที่ไม่ต้องพึ่งรองเท้าเดินป่าเลย!

นั่งกระเช้าขึ้นสู่ Cima Tofana

จากสถานีกระเช้าบนยอดเขา คุณจะได้เห็นวิวพาโนรามา 360° ของเทือกเขาโดโลไมท์ และหากเดินต่ออีกเพียงเล็กน้อย จะไปถึงยอด Tofana di Mezzo หนึ่งในจุดสูงสุดของภูเขาในภูมิภาคนี้

Marmolada

นั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นสู่ยอด Marmolada เพื่อชมวิวอลังการจากยอดเขาสูงสุดของโดโลไมท์

Lagazuoi

เที่ยวโดโลไมท์ Lagazuoi

Lagazuoi

ขึ้นกระเช้าจาก Falzarego Pass ไปยังยอด Lagazuoi แล้วชมวิวแบบไม่มีอะไรมาบดบัง และถ้าใครอยากผจญภัยเพิ่มขึ้น ก็สามารถเลือกเดินเท้าลงกลับมายังจุดเริ่มต้นได้

ขับรถชมเส้นทางภูเขาสุดอลังการ

Passo Giau

Passo Giau

Sella Pass

Sella Pass

โดโลไมท์ขึ้นชื่อเรื่องถนนภูเขาสวยระดับโลก ที่ห้ามพลาดคือเส้นทาง Passo Pordoi เส้นทาง Sella Pass และเส้นทาง Passo Giau

ชมทะเลสาบสีฟ้าใสราวกับฝัน

เที่ยวโดโลไมท์ Lago di Braies

Lago di Braies

เที่ยวโดโลไมท์ Lago Federa

Lago Federa

เที่ยวโดโลไมท์ Lago di Misurina

Lago di Misurina

เที่ยวโดโลไมท์ Lago di Carezza

Lago di Carezza

แวะถ่ายรูปและเดินเล่นริมทะเลสาบสวยๆ ที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกันอย่าง Lago di Braies, Lago Federa, Lago di Misurina และ Lago di Carezza

Seceda

Seceda

Seceda

ขึ้นกระเช้าไปที่ Seceda เพื่อชมภาพวิวที่สวยจนเหมือนภาพวาดจากหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ต้องมีในกล้องของคุณ

Val di Funes

Val di Funes

พื้นที่เขียวขจีแห่งนี้เป็นหนึ่งในจุดที่สวยที่สุดในโดโลไมท์ คุณจะได้เห็นวิวของ Odle/Geisler Group พร้อมโบสถ์ Santa Maddalena Church เป็นภาพที่งดงามจนแทบหยุดหายใจ

Alpe di Siusi (Seiser Alm)

Alpe di Siusi (Seiser Alm)

Alpe di Siusi (Seiser Alm)

ทุ่งหญ้าอัลไพน์ที่สูงที่สุดในยุโรป เหมาะสำหรับเดินป่าและปั่นจักรยานในฤดูร้อน และเป็นลานสกีสุดฮิตในฤดูหนาว

ตะลุยกินให้ทั่วโดโลไมท์

อาหารที่นี่ผสมผสานรสชาติแบบอิตาเลียน ออสเตรีย และเยอรมันอย่างลงตัว คุณสามารถเลือกรับประทานได้จากทั้งร้านอาหารท้องถิ่นกระท่อมบนเขาไปจนถึงร้านอาหารระดับมิชลิน มีให้เลือกอยู่มากมาย

เล่นสกี

เมื่อหิมะเริ่มโปรยปราย โดโลไมท์ก็กลายเป็นหนึ่งในจุดเล่นสกีที่ดีที่สุดในยุโรปที่เป็นสวรรค์ของนักสกี

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่

เทือกเขาโดโลไมท์ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ราคาค่อนข้างสูงหากเทียบกับเมืองอื่น ๆ ในอิตาลี โดยเฉพาะค่าที่พัก ไม่ว่าจะเป็นในเมืองอย่าง Bolzano หรือ Merano ไปจนถึงที่พักบนภูเขาและสกีรีสอร์ต จะมีราคาสูงกว่ามาตรฐานอิตาลีอย่างชัดเจน หากคุณต้องการพักในที่พักดี ๆ ทานอาหารร้านกลาง ๆ และมีกิจกรรมวันละ 1–2 อย่าง ควรเตรียมงบประมาณขั้นต่ำไว้ที่ประมาณ 9,500 บาท ต่อวัน แต่ถ้าไปเล่นสกีด้วย ตัวเลขนี้จะสูงขึ้นอีกพอสมควร

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณในการ เที่ยวโดโลไมท์:

  • ห้องพักแบบคู่ (Double Room) ประมาณ 6,800–11,700 บาท
  • บัตร Dolomiti Superski Pass (ต่อวัน) ผู้ใหญ่ 75 ยูโร เด็ก 38 ยูโร 
  • ตั๋วโดยสารรถสาธารณะ – ที่พักมักจะให้คุณฟรี
  • กาแฟ 1 ถ้วย ราคาประมาณ 55-75 บาท
  • ดินเนอร์สำหรับ 2 คน ในร้านอาหารแบบพื้นถิ่น ราคาประมาณ 2,200-3,700 บาท
  • เบียร์ที่โรงเบียร์ (1 ไพน์) ราคาประมาณ 200 บาท

เคล็ดลับประหยัดงบ:

  • หากเดินทางช่วง นอกฤดูกาล (เช่น ปลายกันยายน หรือพฤษภาคม) ราคาที่พักจะลดลงพอสมควร
  • ใช้ประโยชน์จากบัตรที่พัก เช่น Guest Card หรือ Dolomiti Card ซึ่งมักรวมบริการขนส่งฟรีและส่วนลดกิจกรรม
  • เลือกพักในเมืองเล็ก ๆ รอบนอก แทนรีสอร์ตชื่อดัง

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเดินป่าตัวยง คนรักภูเขา ตากล้องสายธรรมชาติ หรือแค่นักเดินทางที่อยากหลีกหนีความวุ่นวาย การไป เที่ยวโดโลไมท์ ประเทศอิตาลี จะมอบประสบการณ์ที่มากกว่าแค่ภาพถ่ายสวย ๆ หรือจุดหมายบนแผนที่ ที่นี่คือสถานที่ที่ทำให้คุณ ได้อยู่ใกล้กับธรรมชาติ ที่ทุกฤดูกาลมีเสน่ห์ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือมันจะกลายเป็นความทรงจำที่คุณไม่มีวันลืม ซึ่งการเดินทางไปประเทศอิตาลีนั้น เราจำเป็นต้องขอวีซ่าเชงเก้นก่อนออกเดินทาง โดยคุณสามารถดูวิธีการขอวีซ่าเชงเก้นได้ที่นี่ค่ะ: วิธีขอ วีซ่าเชงเก้น ไปเที่ยวยุโรป และการขอวีซ่าเชงเก้นทุกประเทศนั้น จะต้องมีการทำประกันการเดินทาง ที่มีวงเงินประกันไม่น้อยกว่า 30,000 ยูโรหรือประมาณ 1,500,000 บาท และต้องทำกับบริษัทประกันภัยที่สถานทูตให้การรับรองด้วย นอกจากนี้ประกันเดินทางเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณเที่ยวอิตาลีได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

และหากคุณซื้อประกันการเดินทาง Allianz Travel กรณีที่ยื่นวีซ่าไม่ผ่าน ก็สามารถทำเรื่องขอคืนเงินได้ ด้วยเหตุผลว่ายื่นวีซ่าไม่ผ่านค่ะ*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก: lonelyplanet.com, catsninelives.com, earthtrekkers.com, whereandwander.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

วิธีขอวีซ่าเชงเก้น ไปเที่ยวยุโรป

วิธีขอ วีซ่าเชงเก้น ไปเที่ยวยุโรป

หลายคนกำลังเตรียมตัวออกไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งการเดินทางไปประเทศแถบยุโรปก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักท่องเที่ยว เพราะมีทั้งธรรมขาติ และสถาปัตยกรรมที่งดงามที่ต้องมีใครที่เคยฝันอยากจะไปเที่ยวดูสักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ อิตาลี และอีกมากมาย และ “ วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ” ก็คือใบเบิกทางสู่หลากประเทศที่ขอแค่รอบเดียวก็เที่ยวได้หลายประเทศในวีซ่าเดียว วันนี้ Allianz Travel มีรายละเอียด วิธีขอ วีซ่าเชงเก้น มาฝากทุกคนค่ะ

วีซ่าเชงเก้น ถือกำเนิดมาจากข้อตกลงระหว่างประเทศในทวีปยุโรปที่อนุญาตให้พลเมืองของประเทศสมาชิกสามารถเดินทางระหว่างกันได้โดยไม่ต้องถือหนังสือเดินทาง ซึ่งรวมไปถึงการอนุญาตให้เดินทางเป็นการชั่วคราวให้กับผู้ที่ถือวีซ่าเชงเก้นด้วย โดยปัจจุบันประเทศที่อยู่ในข้อตกลงเชงเก้นนั้นมี 29 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก กลุ่มประเทศเชงเก้นประกอบไปด้วยประเทศดังต่อไปนี้ค่ะ:

Austria

Austria (ออสเตรีย)

Belgium

Belgium (เบลเยี่ยม)

Croatia

Croatia (โครเอเชีย)

Czech Republic

Czech Republic (สาธารณรัฐเช็ก)

Denmark

Denmark (เดนมาร์ก)

Estonia

Estonia (เอสโตเนีย)

Finland

Finland (ฟินแลนด์)

France

France (ฝรั่งเศส)

Germany

Germany (เยอรมัน)

Greece

Greece (กรีซ)

Hungary

Hungary (ฮังการี)

Iceland

Iceland (ไอซ์แลนด์)

Italy

Italy (อิตาลี)

Latvia

Latvia (ลัตเวีย)

Liechtenstein

Liechtenstein (ลิกเตนสไตน์)

Lithuania

Lithuania (ลิทัวเนีย)

Luxembourg

Luxembourg (ลักเซมเบอร์ก)

Malta

Malta (มอลตา)

Netherlands

Netherlands (เนเธอร์แลนด์)

Norway

Norway (นอร์เวย์)

Poland

Poland (โปแลนด์)

Portugal

Portugal (โปรตุเกส)

Slovakia

Slovakia (สโลวาเกีย)

Slovenia

Slovenia (สโลวีเนีย)

Spain

Spain (สเปน)

Sweden

Sweden (สวีเดน)

Switzerland

Switzerland (สวิตเซอร์แลนด์)

Bulgaria

Bulgaria (บัลแกเรีย)

Romania

Romania (โรมาเนีย)

สิ่งสำคัญที่ควรทราบอย่างหนึ่งคือ วีซ่าเชงเก้นไม่สามารถใช้เข้าประเทศในกลุ่มสหราชอาณาจักร ซึ่งได้แก่ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์ได้

ขั้นตอนการขอวีซ่าเชงเก้น

ก่อนดำเนินการยื่นคำร้อง

  1. ก่อนทำการยื่นคำร้องขอวีซ่า คุณต้องมั่นใจแล้วว่า คุณเลือกประเทศที่ถูกต้องในการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น เนื่องจากแต่ละประเทศมีวิธีและช่องทางการยื่นขอวีซ่าที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อย และการยื่นขอวีซ่าเชงเก้นผิดประเทศตามที่เราอธิบายไว้ข้างต้น สถานทูตก็มีสิทธิ์ปฏิเสธการออกวีซ่าให้คุณได้ โดยกฏของการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen rules) มีดังต่อไปนี้

1.1. หากเดินทางท่องเที่ยวเพียงประเทศเดียว ให้ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นไปยังสถานทูต / สถานกงสุล / ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าของประเทศเชงเก้นนั้น

1.2 หากเดินทางท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเชงเก้นมากกว่าสองประเทศ ให้ยื่นใบคำขอวีซ่าเชงเก้นดังนี้ :
– กรณีจำนวนวันที่จะพำนักในแต่ละประเทศ – ไม่เท่ากัน ให้ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นไปยังสถานทูต / สถานกงสุล / ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าของประเทศเชงเก้นที่จะเข้าไปพำนักนานที่สุด
– กรณีจำนวนวันที่จะพำนักในแต่ละประเทศ – นานเท่ากัน ให้ยื่นขอวีซ่าเชงเก้นไปยังสถานทูต / สถานกงสุล / ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าของประเทศเชงเก้นที่จะเดินทางเข้าไปเป็นประเทศแรก

2. เมื่อได้ประเทศที่ต้องยื่นขอวีซ่าเชงเก้นแล้ว ก็ได้เวลาหาข้อมูลว่าประเทศที่คุณต้องขอวีซ่าเชงเก้นนั้น เขาใช้วิธีการใดในการยื่นขอวีซ่า ซึ่งโดยทั่วไปแต่ละประเทศจะมีช่องทางใดช่องทางหนึ่งในการให้บริการดังนี้

  • ยื่นคำร้องขอวีซ่าเชงเก้นผ่านสถานทูตโดยตรง ได้แก่ ประเทศกรีซ, ฮังการี, ลัตเวีย, ลิทัวเนีย, ลักเซ็มเบิร์ก, โปแลนด์, สโลวาเนีย
  • ยื่นคำร้องผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า VFS Global

ที่อยู่ : จามจุรีสแควร์ ชั้น 4 ห้อง 404-405 ถ.พญาไท ปทุมวัน กทม. 10330

เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 16.00

โทร : 02-118-7015

ให้บริการยื่นวีซ่าสำหรับประเทศ ออสเตรีย, เบลเยี่ยม, สาธารณรัฐเช็ก, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, เยอรมัน, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลิคเทนสไตน์, มอลต้า, เนเธอร์แลนด์, สโลวีเนีย, สวีเดน และ สวิตเซอร์แลนด์

  • ยื่นคำร้องผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า TLS Contact

ที่อยู่ : สาทรซิตี้ทาวเวอร์ 175 ชั้นที่ 12 ถ.สาทรใต้ ทุ่งมหาเมฆ สาทร กทม. 10120

เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 16.30

โทร : 02-838-6688

ให้บริการยื่นวีซ่าสำหรับประเทศ ฝรั่งเศส และ โปรตุเกส

  • ยื่นคำร้องผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า BLS International

ที่อยู่ : 399 อาคารอินเตอร์เชนจ์ชั้น B2 ห้อง A/1 ถ.สุขุมวิท คลองเตยเหนือ วัฒนา กทม. 10110
เวลาทำการ : จันทร์ – ศุกร์ 08.30 – 16.00
โทร : 02-258-3524
ให้บริการยื่นวีซ่าสำหรับประเทศ สเปน

3. การขอวีซ่าเชงเก้นทุกประเทศจะต้องมีการทำประกันการเดินทาง ที่มีวงเงินประกันไม่น้อยกว่า 30,000 ยูโรหรือ 1,500,000 บาท และแต่ละประเทศยังมีการกำหนดบริษัทประกันภัยที่ได้รับการยอมรับด้วย ซึ่งคุณจำเป็นต้องตรวจสอบรายชื่อและใช้บริการกับบริษัทประกันภัยที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น

4. วีซ่าเชงเก้นสามารถยื่นคำร้องขอล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน แต่ต้องไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนการเดินทาง

5. แต่ละช่องทางการยื่นคำร้องขอวีซ่าจะมีขั้นตอนอธิบายบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของแต่ละประเทศ คุณสามารถศึกษารายละเอียดทั้งหมดได้ด้วยตนเอง และโดยส่วนใหญ่จะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ จองคิว > กรอกเอกสารและจัดเตรียมหลักฐาน > ยื่นเอกสารและเก็บข้อมูลชีวภาพ > เรียกสัมภาษณ์ (ถ้ามี) > รอฟังผลการพิจารณา > รับหนังสือเดินทางคืนพร้อมผลการขอวีซ่า

เมื่อดำเนินการยื่นคำร้อง

1. ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม Schengen Visa Application หรือกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ (ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ) โดยคุณจำเป็นต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน

แบบฟอร์มจะมีรูปแบบเหมือนกันทุกประเทศ โดยให้กรอกให้ครบถ้วน อย่าเว้นว่างช่องคำถามใด หากคำถามไม่ตรงกับเคสของเราให้กรอกว่า NA (No Answer) แทน หลังจากที่กรอกเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้พิมพ์แบบฟอร์มออกมา 2 ชุด และอย่าลืมเซ็นชื่อให้เรียบร้อยทั้ง 2 ชุด

2. จองคิวนัดหมายกับสถานทูต (ถ้ามี) หรือศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า ซึ่งตัวแทนทั้งหมดจะใช้วิธีการจองคิวนัดหมายผ่านระบบออนไลน์ตามเวลาที่กำหนดอยู่แล้ว โดยศูนย์รับคำร้องข้อวีซ่าจะมีบริการอื่น ๆ เพิ่มเติมที่คุณสามารถเลือกหรือไม่เลือกก็ได้ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอาทิเช่น บริการจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์, บริการแจ้งผลการขอวีซ่าผ่าน SMS, บริการถ่ายรูป / ถ่ายเอกสาร เป็นต้น

3. เตรียมตัวเดินทางไปศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าหรือสถานทูตด้วยตนเอง และไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปแทนได้ โดยคุณต้องถึงก่อนเวลานัดหมายอย่างน้อย 15 นาทีพร้อมเอกสารทั้งหมดที่จำเป็นทั้งฉบับจริงและสำเนา และหนังสือเดินทางที่ต้องมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า และมีอายุคงเหลือมากกว่า 3 เดือนนับจากวันที่เดินทางออกจากเขตประเทศเชงเก้น

4. ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าหรือสถานทูตจะเก็บข้อมูลทางชีวภาพของคุณได้แก่ลายนิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว และถ่ายภาพเต็มหน้าของคุณตามข้อกำหนดของวีซ่าเชงเก้น โดยต้องเป็นภาพหน้าตรง พื้นหลังขาว ไม่มีแสงเงา ไม่สวมอุปกรณ์คลุมศีรษะแต่เหตุผลทางศาสนาหรือทางการแพทย์ (สวมใส่แว่นสายตาได้)

5. สำหรับการยื่นคำร้องขอวีซ่าเชงเก้นนั้นอาจมีการเรียกสัมภาษณ์คุณด้วย แต่โดยส่วนใหญ่การยื่นคำร้องกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่านั้นจะไม่มีการสัมภาษณ์ ทั้งนี้สถานทูตอาจจะเรียกสัมภาษณ์คุณในระหว่างการพิจารณา ดังนั้นเตรียมตัวไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

6. ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าหรือสถานทูตรับเอกสารและเก็บข้อมูลชีวภาพเสร็จสิ้น (รวมทั้งการเรียกสัมภาษณ์) การยื่นขอวีซ่าเชงเก้นก็เป็นอันเรียบร้อย โดยปกติแล้วคุณจะทราบผลภายใน 15 วันทำการนับตั้งแต่วันยื่นเอกสาร และคุณสามารถรับเอกสารและหนังสือเดินทางคืนหลังรับทราบผลแล้วได้ที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า หรือบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)

เอกสารการขอ วีซ่าเชงเก้น

หลักฐานสำคัญ

  1. เอกสารคำร้องขอ – เอกสารที่คุณต้องพิมพ์หรือกรอกเรียบร้อยแล้ว
  2. หนังสือเดินทาง – ต้องเป็นหนังสือเดินทางฉบับล่าสุด มีอายุคงเหลือมากกว่า 3 เดือนนับจากวันที่เดินทางออกจากเขตประเทศเชงเก้น และมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า กรณีที่มีหนังสือเดินทางเล่มก่อนหน้าให้นำไปด้วยทั้งหมด และถ่ายสำเนาหน้าแรกพร้อมกับหน้าที่เคยได้วีซ่า/เดินทางไปประเทศอื่นด้วย
  3. สำเนาเอกสารแสดงตัว – ได้แก่สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาอื่น ๆ ถ้ามี อาทิเช่น สำเนาทะเบียนสมรส สำเนาทะเบียนหย่า สำเนาใบเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล เป็นต้น (พร้อมเอกสารฉบับจริง)
  4. รูปถ่ายหน้าตรง – ต้องใช้รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ โดยไม่ยิ้ม และไม่มีเส้นผมหรืออุปกรณ์ใด ๆ บดบังใบหน้าและดวงตา (ยกเว้นแว่นสายตา) โดยต้องเป็นรูปที่ถ่ายมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้เราขอแนะนำให้คุณตรวจสอบเงื่อนไขการถ่ายภาพโดยละเอียด เนื่องจากบางประเทศมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่าปกติ
  5. ประกันการเดินทาง – เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการประกันภัยระหว่างเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยต้องมีวงเงินประกันขั้นต่ำ 1,500,000 บาท (30,000 ยูโร) และต้องทำกับบริษัทประกันภัยที่สถานทูตให้การรับรองด้วย
  1. ใบยืนยันการจองตั๋วเครื่องบิน – ต้องเป็นตั๋วเครื่องบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศสมาชิกเชงเก้น และเดินทางกลับถึงประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น ค้นหาและจองตั๋วเครื่องบินไปยุโรป
  2. ใบยืนยันการจองโรงแรมที่พัก – ต้องเป็นโรงแรมภายในประเทศสมาชิกเชงเก้น และมีการเข้าพักในช่วงเวลาท่องเที่ยวที่ระบุไว้เท่านั้น ค้นหาและจองโรงแรมที่พักในยุโรป
  3. ใบยืนยันการจองตั๋วรถไฟ/รถเช่า (ถ้ามี) – เนื่องจากต้องใช้เป็นหลักฐานยืนยันการเดินทางท่องเที่ยวในยุโรปที่ใช้ระบบรถไฟเป็นหลัก หากไม่มีต้องอธิบายแผนการเดินทางเป็นลายลักษณ์อักษรได้ว่าคุณวางแผนการเดินทางอย่างไร ค้นหาและจองรถเช่าในยุโรป

หลักฐานสำคัญ กรณีมีรายได้เป็นของตนเอง

1. เอกสารรับรองการทำงาน

กรณีเป็นพนักงาน: ต้องใช้หนังสือรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษ โดยต้องมีข้อมูลชื่อองค์กรที่ทำงาน ตำแหน่งงาน เงินเดือน วันเริ่มงาน และควรมีการระบุจุดหมายปลายทาง ช่วงวันเดินทาง และวันที่จะกลับถึงประเทศไทยอย่างชัดเจน พร้อมลงนามและประทับตรา

กรณีเป็นเจ้าของกิจการ: ต้องใช้สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่มีอายุไม่เกิน 3 เดือน พร้อมทะเบียนการค้า หรือใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ และเอกสารใด ๆ ที่เกี่ยวข้องและมีชื่อของคุณเป็นเจ้าของกิจการ

2. รายการเดินบัญชีเงินฝาก – สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากที่ปรับรายการเดินบัญชีถึงปัจจุบันถึงย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และควรมีเงินฝากที่เพียงพอต่อการแสดงให้เห็นว่าสามารถพำนักอยู่ในยุโรปได้อย่างไม่มีปัญหา (แนะนำว่าควรแสดงเงินฝากเกิน 50,000 บาทขึ้นไป) หรือขอรายการเดินบัญชีที่ได้รับตราประทับจากธนาคาร หรือขอเอกสารแสดงข้อมูลทางบัญชีที่การันตีเงินฝากของคุณเป็นภาษาอังกฤษก็ได้

3. สลิปเงินเดือน – กรณีมีรายได้ประจำ ให้แนบสลิปย้อนหลัง 6 เดือน โดยยอดเงินสุทธิในสลิปจะต้องสอดคล้องกับรายการเดินบัญชีเงินฝากด้วย

หลักฐานสำคัญ กรณีไม่มีรายได้เป็นของตนเอง

  1. หลักฐานแสดงรายได้ของคู่สมรส – กรณีเป็นคู่สมรสที่มีการจดทะเบียนกันอย่างถูกต้อง และต้องมีสำเนาเอกสารยืนยัน และถ้าคู่สมรสไม่ได้เดินทางไปด้วย ต้องมีสำเนาเอกสารแสดงตัวของคู่สมรสทั้งหมดแนบมาด้วย หรือถ้าไม่ได้จดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันการสมรสโดยไม่ได้จดทะเบียนและลงชื่อรับรองทั้ง 2 ฝ่าย
  2. หลักฐานแสดงรายได้ของญาติ – กรณีเดินทางกับญาติพี่น้องสามารถใช้ข้อมูลของญาติที่ร่วมเดินทางไปด้วยพร้อมหนังสือรับรองความเป็นญาติ หรือถ้าญาติเป็นเจ้าของกิจการหรือบุคคลที่รายได้แต่ไม่ได้เดินทางไปด้วย ก็สามารถใช้อ้างอิงแทนกันได้ ทั้งนี้ยอมรับเฉพาะญาติที่เป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง สามี หรือภรรยาเท่านั้น
  3. สูติบัตรและทะเบียนบ้าน – กรณีผู้เดินทางเป็นเด็กที่มีอายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหลักฐานแสดงถึงความสัมพันธ์ของพ่อและแม่ที่ร่วมเดินทางไปด้วย โดยใช้สูติบัตรร่วมกับทะเบียนบ้านที่อ้างอิงถึงชื่อบิดามารดา
  4. จดหมายยินยอมจากผู้ปกครอง – กรณีผู้เดินทางเป็นเด็กอายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ และไม่ได้เดินทางพร้อมบิดามารดาร่วมกัน ผู้ปกครองที่เป็นบิดาหรือมารดาที่ไม่ได้ร่วมไปด้วยทั้งหมดต้องลงชื่อในจดหมายยินยอมที่ออกโดยที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต
  5. เอกสารรับรองการศึกษา – กรณีเป็นนักเรียน/นักศึกษา ต้องใช้หนังสือรับรองจากสถานศึกษาที่สังกัดอยู่เป็นภาษาอังกฤษ

หลักฐานอื่น ๆ

  1. แผนการเดินทาง – แสดงแผนการเดินทางในช่วงที่อยู่ในประเทศอังกฤษเพื่อให้ทราบว่าในแต่ละวันจะเดินทางไปเที่ยวเมืองอะไร สถานที่ท่องเที่ยวไหน พักที่ใดบ้าง โดยแผนทั้งหมดต้องเป็นภาษาอังกฤษ
  2. ใบปะหน้า – เขียนใบปะหน้าเอกสารโดยสรุปของการยื่นขอวีซ่าเชงเก้น อาทิเช่นวันเวลาเดินทาง สถานที่ที่ต้องการเที่ยว และรายการหรืออธิบายสั้น ๆ ถึงเอกสารที่รวบรวมมาเพื่อประกอบการพิจารณา
  3. สัญญาเช่า/สัญญากู้บ้าน/ผ่อนรถ – เป็นเอกสารประกอบเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ที่มีภาระผูกพันกับฐานที่อยู่ในประเทศไทย ให้ทางสถานทูตมั่นใจได้ว่าคุณจะกลับมาอย่างแน่นอน

หลังจากที่เราเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเข้ารับการสัมภาษณ์ในการขอวีซ่าเชงเก้นตามวันนัดหมาย การสัมภาษณ์จะเป็นการถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่ ที่ทำงาน วัตถุประสงค์ในการเดินทาง ข้อมูลการเดินทางอื่นๆ ซึ่งเราจะต้องตอบให้สอดคล้องกับรายละเอียดที่กรอกลงในแบบฟอร์มคำขอ และเอกสารที่ได้ยื่นไป โดยปกติขั้นตอนการสัมภาษณ์นี้จะใช้เวลาอยู่ที่ประมาณ 10-15 นาที

หลังจากนั้นก็รอผลในการขอวีซ่า ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 15 วันทำการ แต่ในบางกรณีอาจจะนานถึง 45 วันทำการเลยทีเดียว หากผลของวีซ่าออกมาผ่านก็เตรียมตัวไปเที่ยวยุโรปตามแผนที่วางเอาไว้ได้เลย แต่ถ้าใครที่ถูกปฎิเสธก็ไม่ต้องเสียใจไป เราสามารถนำเหตุผลในการปฎิเสธครั้งนี้ไปปรับปรุงเพื่อใช้ในการยื่นวีซ่ารอบถัดไปได้ และหากใครซื้อประกันการเดินทางของ Allianz Travel ก็สามารถทำเรื่องขอคืนเงินด้วยเหตุผลว่ายื่นวีซ่าไม่ผ่านได้ค่ะ*

ทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลและวิธีการขอ วีซ่าเชงเก้น สำหรับเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศต่าง ๆ ในยุโรปที่อยู่ในลิสต์ประเทศที่สามารถเดินทางไปเยือนได้ด้วยวีซ่าเชงเก้น ซึ่งหากเราทำตามขั้นตอน และเตรียมเอกสารให้พร้อมเพื่อให้สถานทูตมั่นใจว่าเราต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวจริง ๆ  โอกาสที่เราจะได้วีซ่าก็จะสูง สามารถเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ได้ตามแผนที่วางไว้ ส่วนใครที่อยากเดินทางไปแต่ยังเกรง ๆ กับขั้นตอนการขอวีซ่าเชงเก้นอยู่ Allianz Travel ขอส่งกำลังใจให้คุณยื่นขอวีซ่าเชงเก้นได้สำเร็จนะคะ

และการขอวีซ่าเชงเก้นทุกประเทศจะต้องมีการทำประกันการเดินทาง ที่มีวงเงินประกันไม่น้อยกว่า 30,000 ยูโรหรือประมาณ 1,500,000 บาท และต้องทำกับบริษัทประกันภัยที่สถานทูตให้การรับรองด้วย นอกจากนี้ประกันเดินทางเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณเที่ยวยุโรปได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

เที่ยวอิตาลี 10 เมืองยอดนิยม สัมผัสดินแดนแห่งศิลปะและประวัติศาสตร์ระดับโลก

เที่ยวอิตาลี 10 เมืองยอดนิยม ดินแดนแห่งศิลปะและประวัติศาสตร์ระดับโลก

อิตาลีเป็นประเทศที่กว้างใหญ่และเปี่ยมไปด้วยความหลากหลาย ตั้งแต่ยอดเขาแอลป์ทางตอนเหนือที่ปกคลุมด้วยหิมะ ไปจนถึงแสงแดดอบอุ่นของทางใต้ที่มีชีวิตชีวา ทุกภูมิภาคล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งประวัติศาสตร์อันยาวนาน วัฒนธรรมที่ฝังรากลึก และอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย หากคุณมีเวลาจำกัดและไม่สามารถตระเวน เที่ยวอิตาลี ได้ทั่วประเทศได้ในทริปเดียว การเลือกว่าจะไปที่ไหนก่อนอาจกลายเป็นเรื่องหนักใจ เพราะอิตาลีเต็มไปด้วยจุดหมายที่น่าไปเยือนไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างโรม เวนิส หรือฟลอเรนซ์ ไปจนถึงเกาะเล็ก ๆ ริมชายฝั่งที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักอย่างอิสเกีย หรือแหล่งท่องเที่ยวสุดตระการตาอย่างเกาะคาปรีและทะเลสาบโคโม

Allianz Travel รวบรวม 10 สถานที่ท่องเที่ยวในอิตาลีที่เราคิดว่าดีที่สุดมาแบ่งปันกัน คุณสามารถเลือกวางแผนตามความสนใจ ไม่ว่าจะอยากสัมผัสบรรยากาศเมืองเก่า เดินเล่นริมทะเลสาบ หรือหลงใหลในศิลปะและอาหารท้องถิ่น มาดูกันว่าอิตาลีมีอะไรให้คุณหลงรักบ้าง!

1. โรม (Rome)

เมืองหลวงแห่งประวัติศาสตร์ เสน่ห์ไม่สิ้นสุดในอิตาลี

เที่ยวอิตาลี วิหารแพนธีออน (Pantheon)

วิหารแพนธีออน (Pantheon)

เที่ยวอิตาลี โรมันฟอรัม (Roman Forum)

โรมันฟอรัม (Roman Forum)

โรม เมืองหลวงของอิตาลีได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งเนินเขาทั้งเจ็ด” เป็นจุดหมายในฝันของใครหลายคนในการมา เที่ยวอิตาลี เมืองนี้ไม่ได้มีแค่ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีบรรยากาศสุดโรแมนติกและเสน่ห์ที่สัมผัสได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณมาถึง

การเดินเที่ยวในโรมเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในยุคของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ออกตาเวียน หรือ จูเลียส ซีซาร์ หรือ ฮาเดรียน เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างในยุคนั้นยังคงตั้งตระหง่านอยู่จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิหารแพนธีออน (Pantheon) โรมันฟอรัม (Roman Forum) หรือโบสถ์เก่าแก่หลายแห่งที่เต็มไปด้วยรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่ง คนรักศิลปะต้องไม่พลาดพิพิธภัณฑ์วาติกัน ซึ่งเต็มไปด้วยผลงานชิ้นเอกระดับโลก ส่วนสายกินก็บอกได้เลยว่า โรมคือสวรรค์ของนักชิม ไม่ว่าจะเป็นพาสต้ารสชาติแบบอิตาเลียนแท้ ๆ พิซซ่าหน้ากรอบ หรือไอศกรีมเจลาโตเนื้อเนียนละมุนลิ้นที่หาทานที่ไหนก็ไม่เหมือน

แม้โรมจะเต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีต แต่เมืองนี้ก็ยังมีความทันสมัยไม่แพ้ใคร ด้วยร้านแบรนด์หรูระดับโลก โรงแรมดีไซน์เท่ และร้านอาหารสุดชิคที่แฝงกลิ่นอายความคลาสสิกได้อย่างลงตัว โรมจึงเป็นเมืองที่รวมทั้งความเก่าและความใหม่ไว้อย่างกลมกลืน ถ้าคุณกำลังมองหาจุดหมายที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า วิวสวย อาหารอร่อย และแรงบันดาลใจ โรมคือเมืองที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

2. ฟลอเรนซ์ (Florence)

เมืองแห่งศิลปะ ประวัติศาสตร์ และมนต์เสน่ห์ไม่รู้ลืม

ฟลอเรนซ์ (Florence)
เที่ยวอิตาลี ฟลอเรนซ์ (Florence)

ฟลอเรนซ์ มีชื่อเป็นภาษาอิตาเลียนว่า Firenze เป็นเมืองหลวงของแคว้นทัสคานี (Tuscany) ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเนินเขา พื้นที่อาจมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่เต็มไปด้วยร่องรอยอันยิ่งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ ฟลอเรนซ์ คือแหล่งกำเนิดของยุคเรอเนซองซ์ เคยเป็นหนึ่งในนครที่ร่ำรวยที่สุดในยุคกลาง เป็นบ้านของตระกูลเมดิชีผู้ทรงอิทธิพล และเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินชื่อก้องโลกอย่างมิเคลันเจโล (ไมเคิลแองเจโล) ผู้สร้างสรรค์รูปปั้น David และบรูเนลเลสกี (ผู้ออกแบบโดมของมหาวิหารแห่งฟลอเรนซ์) นอกจากนี้ แบรนด์แฟชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิตาลีอย่าง Gucci, Salvatore Ferragamo, Emilio Pucci, stefano Ricci และ Roberto Cavalli ก็ถือกำเนิดที่นี่ด้วย

เสน่ห์ของฟลอเรนซ์ไม่ได้มีแค่ศิลปะเรอเนซองซ์เท่านั้น ยังมีพระอาทิตย์ตกแสนโรแมนติก อาหารอิตาเลียนแสนอร่อย และบรรยากาศละมุนที่ทำให้คุณตกหลุมรักได้ง่าย ๆ หากอยากสัมผัสเมืองนี้อย่างลึกซึ้ง แนะนำให้ลองเที่ยวกับไกด์ท้องถิ่น ที่จะพาคุณเปิดมุมมองใหม่ ๆ ของฟลอเรนซ์ และทำให้เวลาของคุณที่นี่คุ้มค่าอย่างที่สุด

3. เวนิส (Venice)

เมืองแห่งสายน้ำและมนต์เสน่ห์ที่ไม่มีที่ใดเหมือน

เที่ยวอิตาลี เวนิส (Venice)

เวนิส (Venice)

มหาวิหารเซนต์มาร์ก (St. Mark’s Basilica)

เวนิส หรือเวเนเซีย (Venezia) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี เป็นเมืองที่มีความสวยงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้อีกด้วย เมืองเวนิสสร้างขึ้นด้วยการเชื่อมต่อเกาะเล็ก ๆ กว่า 100 แห่งในทะเลสาบเวนิส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียติด ด้วยสะพานกว่า 400 แห่งและคลองกว่า 170 สาย ทำให้การเดินทางภายในเมืองนี้ต้องใช้เรือหรือเดินเท้าเป็นหลัก และที่นี่เป็นเมืองปลอดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

การเดินชมเมืองเวนิสคือการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น คุณต้องเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยแคบ ๆ เพื่อชมอาคารบ้านเรือนสไตล์โบราณ ร้านค้า ที่เที่ยวสำคัญต่าง ๆ โดยการข้ามสะพานเล็ก ๆ ที่เชื่อมต่อกัน ถึงแม้ว่าคุณจะมีแผนที่ในมือ แต่ก็อาจไม่ได้ช่วยมากนัก ซึ่งการหลงทางเป็นเรื่องปกติ แต่ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเวนิส

พระราชวังดอจ (Doge's Palace)

พระราชวังดอจ (Doge’s Palace)

หอศิลป์ Gallerie dell'Accademia

หอศิลป์ Gallerie dell’Accademia

เวนิสมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย เช่น มหาวิหารเซนต์มาร์ก (St. Mark’s Basilica) พระราชวังดอจ (Doge’s Palace) หอศิลป์ Gallerie dell’Accademia ที่จัดแสดงผลงานของศิลปินชื่อดังอย่าง Titian และ Veronese และโรงละคร La Fenice ที่มีการแสดงโอเปราระดับโลก

หากคุณมีเวลา คุณควรเดินทางไปเที่ยวเกาะใกล้เคียงอย่างเกาะ Murano ที่มีชื่อเสียงด้านการเป่าแก้ว บ้านเรือนสีสันสดใสและงานลูกไม้ และเกาะ Lido ที่มีชายหาดสวยงาม ซึ่งการเดินทางไปยังเกาะเหล่านี้สามารถเดินทางได้โดยเรือ Vaporetto ซึ่งเป็นเรือโดยสารสาธารณะของเวนิส

เวนิสเป็นเมืองที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตหากเราได้มา เที่ยวอิตาลี ไม่ว่าคุณจะมาเพื่อสัมผัสบรรยากาศโรแมนติก ชื่นชมศิลปะและสถาปัตยกรรม หรือเพียงแค่เดินเล่นตามตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ เวนิสจะมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับคุณเสมอ

4. ชิงเคว แตร์เร (Cinque Terre)

ดินแดนห้าหมู่บ้านริมผาชายฝั่งที่ต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิต

ชิงเคว แตร์เร มีความหมายว่า “ดินแดนทั้งห้า” เป็นกลุ่มหมู่บ้านเล็ก ๆ สีพาสเทลหลากสีสันโดดเด่นสะดุดตา 5 แห่งที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งแคว้นลิกูเรีย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี ประกอบด้วยหมู่บ้านริโอมัจจอร์เร (Riomaggiore) หมู่บ้านมานาโรลา (Manarola) หมู่บ้านคอร์นีเลีย (Corniglia) หมู่บ้านเวร์นาซซา (Vernazza) และหมู่บ้านมอนเตรอสโซ อัล มาเร (Monterosso al Mare) นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ต่างตกหลุมรักกับสถาปัตยกรรมของหมู่บ้านที่ออกแบบได้อย่างมีเอกลักษณ์ งดงาม เรียงตัวลดหลั่นไปตามไหล่เขาที่ทอดยาว ดูราวกับกำลังเดินอยู่ในดินแดนแห่งจินตนาการ  วิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านก็เรียบง่าย เนิบช้า คุณสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติ อาหารทะเลอร่อย ไร่องุ่น ไวน์และสวนมะกอก รวมถึงเส้นทางเดินเขาสุดตื่นตา ที่พาดผ่านหน้าผาและชายฝั่งทะเลที่สวยเกินจะบรรยาย

หมู่บ้านริโอมัจจอร์เร (Riomaggiore)

หมู่บ้านริโอมัจจอร์เร (Riomaggiore)

หมู่บ้านมานาโรลา (Manarola)

หมู่บ้านมานาโรลา (Manarola)

หมู่บ้านคอร์นีเลีย (Corniglia)

หมู่บ้านเวร์นาซซา (Vernazza)

หมู่บ้านเวร์นาซซา (Vernazza)

หมู่บ้านมอนเตรอสโซ อัล มาเร (Monterosso al Mare)

หมู่บ้านมอนเตรอสโซ อัล มาเร (Monterosso al Mare)

ปัจจุบันหมู่บ้านทั้งห้าเชื่อมถึงกันด้วยเส้นทางรถไฟ และกลายเป็นอุทยานแห่งชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย เพราะทิวทัศน์ที่นี่สวยราวกับภาพวาด

แม้คุณจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วันในการเที่ยวชิวเคว แตร์เร จนทั่ว แต่หลายคนก็มักแวะมาที่นี่เพื่อพักผ่อน หลังจากตะลุยเที่ยวเมืองใหญ่ ๆ อย่างโรมหรือฟลอเรนซ์ ที่เต็มไปด้วยผู้คนและชมงานศิลปะแบบเข้มข้น

ถ้าไม่อยากยุ่งยากเรื่องการเดินทาง ที่นี่ก็มีทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับจากเมืองใกล้เคียงให้เลือกมากมาย ถือเป็นตัวเลือกที่สะดวกมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีเวลาจำกัด แต่ก็ไม่อยากพลาดประสบการณ์สุดพิเศษของชายฝั่งอิตาลีแห่งนี้

5. ชายฝั่งอมาลฟี่ (Amalfi Coast)

สวรรค์ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่สวยเกินห้ามใจ

ชายฝั่งอมาลฟี เป็นแนวชายฝั่งที่ทอดยาวไปตามอ่าว Salerno บนทะเล Tyrrhenian ตั้งอยู่ในแคว้นกัมปาเนีย อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ครอบคลุมระยะทางประมาณ 55 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยเมืองต่าง ๆ ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมยุคกลาง มีสีสันสดใสและเสน่ห์ที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ บริเวณนี้ยังมีธรรมชาติที่หลากหลาย และเต็มไปด้วยภูเขาริมทะเลสูงชัน หมู่บ้านสีสันสดใสที่เกาะอยู่ตามหน้าผา และท้องทะเลสีเทอร์ควอยซ์ที่งดงามราวภาพวาด เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเส้นทาง เที่ยวอิตาลี ที่ตราตรึงใจมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้ชายฝั่งอมาลฟี ได้รับการขึ้นทะเบียนขาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก

ชายฝั่งอมาลฟี่ (Amalfi Coast)

แค่ได้เห็นภาพแรกของชายฝั่งอมาลฟี Amalfi Coast ก็อาจทำให้คุณรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่บนสวรรค์ และนี่แหละคือมนต์เสน่ห์ของชายฝั่งอิตาลีแห่งนี้ ที่ทำให้ผู้คนกว่า 5 ล้านคนต่อปีหลั่งไหลกันมาสัมผัสความงดงามไม่รู้ลืม

หมู่บ้านริมชายฝั่งทั้งหมด 13 แห่งถูกเชื่อมต่อด้วยทางหลวงหมายเลข SS163 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางขับรถที่สวยที่สุดในโลก แต่ละเมืองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป:

  • โพสิตาโน (Positano): หมู่บ้านสีพาสเทลสุดโรแมนติกที่ดึงดูดเหล่าเซเลบและนักเดินทางผู้รักความหรูหรา ด้วยรีสอร์ทริมผาสุดอลังการและร้านอาหารอิตาเลียนระดับพรีเมียม
  • อมาลฟี (Amalfi): เมืองท่าเก่าแก่ที่สุดของอิตาลี ที่เคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าทางทะเลในอดีต
  • ราวิลโล (Ravello): เมืองเล็กบนไหล่เขาที่เหมาะสำหรับคนชอบวิวตระการตา วิลล่าโบราณ และบรรยากาศเงียบสงบที่แสนพิเศษ
  • ปราอาโน (Praiano): สวรรค์ของคนรักทะเล ที่ชายหาดยังคงสงบเงียบและเป็นส่วนตัว
  • มิโนริ (Minori): จุดหมายของสายกิน เพราะที่นี่คือบ้านของพาสต้าที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
  • เชตารา (Cetara): เมืองชาวประมงเล็ก ๆ ที่คุณสามารถแวะชมป้อมปราการยุคโบราณ ซึ่งตามตำนานว่าก่อตั้งโดยเฮอร์คิวลิสเอง!
โพสิตาโน (Positano)

โพสิตาโน (Positano)

ราวิลโล (Ravello)

ปราอาโน (Praiano)

ปราอาโน (Praiano)

เชตารา (Cetara)

เชตารา (Cetara)

ไม่ว่าคุณจะเลือกเดินทางผ่านชายฝั่งอมาลฟีด้วยวิธีใด จะขับรถ วิ่งเส้นทางเลียบเขา หรือแวะพักตามหมู่บ้านต่าง ๆ รับรองได้ว่าความงามของที่นี่จะติดตรึงอยู่ในใจคุณไปอีกนานแสนนาน

6. ซิซิลี (Sicily)

มรดกแห่งเกาะทางใต้ ตำนานมาเฟียแห่งอิตาลี

ซิซิลี ดินแดนที่อบอวลไปด้วยตำนานเทพเจ้ากรีกโบราณ เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีรูปร่างคล้ายสามเหลี่ยม ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลี ล้อมรอบด้วยทะเลไทร์เรเนียน เมดิเตอร์เรเนียน และไอโอเนียน มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 4,000 ปี และเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมจากหลายอารยธรรม เนื่องจากเคยถูกปกครองโดยมหาอำนาจสมัยโบราณหลายชนชาติ ทั้งกรีก โรมัน อาหรับ นอร์แมน เยอรมัน ฝรั่งเศส และสเปน ซึ่งสะท้อนผ่านโบสถ์ วิหาร และแหล่งโบราณคดีที่กระจายอยู่ทั่วเกาะ นอกจากนั้น ซิซิลียังมีความสวยงามทางธรรมชาติ และยังเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟเอตนา (Mount Etna) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นและสูงที่สุดในยุโรป ล้วนเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก

ซิซิลี (Sicily)

ภูเขาไฟเอตนา (Mount Etna)

ภูเขาไฟเอตนา (Mount Etna)

เที่ยวอิตาลี ซิซิลี (Sicily)

ฤดูร้อนที่นี่เหมาะสำหรับการปีนเขาเพื่อชมวิวจากยอดเอตนา ส่วนฤดูหนาวก็สามารถเล่นสกีบนลานหิมะที่ปกคลุมภูเขาไฟได้อย่างน่าตื่นเต้น ลองจินตนาการถึงเกาะเขตร้อนที่มีคลื่นทะเลซัดเข้าหาฝั่งทรายอย่างอ่อนโยน แสงแดดส่องประกายบนผิวน้ำทะเลที่ระยิบระยับ และภูเขาไฟที่พ่นไอน้ำอยู่ไกล ๆ เพิ่มความงดงามด้วยเนินเขาเขียวขจีที่มีซากปรักหักพังจากยุคโบราณ และอย่าลืมลิ้มรสอาหารทะเลสดใหม่ พาสต้าแสนอร่อย และของหวานที่หรูหรา ทั้งหมดนี้คือซิซิลีสวรรค์ที่อบอุ่นและผ่อนคลาย พร้อมด้วยวิถีชีวิตแบบอิตาเลียนที่เน้นอาหารและความรักในชีวิต เป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติ วัฒนธรรม และอาหารอิตาเลียนแท้ ๆ ในบรรยากาศที่เงียบสงบและไม่วุ่นวาย

7. ทัสคานี (Tuscany)

ดินแดนที่เต็มไปด้วยอารยธรรมโบราณ เพชรเม็ดงามแห่งอิตาลี

ทัสคานี แคว้นขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในอิตาลี เป็นถิ่นกำเนิดยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา อารยธรรมโบราณของชาวอิทรูเรีย เมืองเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง ทุ่งหญ้าที่กว้างไกล สุดลูกหู ลูกตา ต้นไซเปรสที่เรียงรายอย่างสง่างาม เนินเขาที่ทอดยาว และไร่องุ่นที่กว้างใหญ่ ที่นี่คือสวรรค์สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง เวลาที่นี่ดูเหมือนจะเดินช้าลง และไม่มีวิธีใดจะผ่อนคลายไปกว่าการจิบไวน์หรือรับประทานญ็อกกีโฮมเมดใต้แสงแดดของทัสคานี

ซานจิมิญาโน (San Gimignano)

ซานจิมิญาโน (San Gimignano)

ปิซา (Pisa)

ชนบทของทัสคานีมอบทิวทัศน์ที่งดงามให้กับนักเดินทาง พร้อมด้วยวิลล่าและปราสาทที่โรแมนติก ซึ่งมักจะมีโรงบ่มไวน์และร้านอาหารชั้นเลิศอยู่ภายใน อย่าพลาดการเยือนเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบอย่างซานจิมิญาโน (San Gimignano) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก เมืองนี้มีชื่อเสียงจากหอคอยยุคกลางที่ยังคงรักษาไว้ได้อย่างดี นอกจากนี้ เมืองต่างๆ ในทัสคานี เช่น ปิซา (Pisa) ซึ่งมีมากกว่าเพียงแค่หอเอน และเซียนา (Siena) ก็อยู่ไม่ไกลจากจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างโบโลญญา (Bologna) และชิงเกวแตร์เร (Cinque Terre) เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศโดยไม่ต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานเกินไป

ทัสคานีคือดินแดนที่ผสมผสานระหว่างธรรมชาติ วัฒนธรรม และอาหารอิตาเลียนอย่างลงตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นนักชิม นักประวัติศาสตร์ หรือเพียงแค่มองหาสถานที่พักผ่อน ทัสคานีก็พร้อมต้อนรับคุณด้วยอ้อมแขนที่อบอุ่นและทิวทัศน์ที่งดงามเกินบรรยาย

8. ซาร์ดิเนีย (Sardinia)

สัมผัสกับความหรูหราหรือเรียบง่ายที่คุณเลือกได้

เกาะซาร์ดิเนียเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอิตาลี ตั้งอยู่ทางตะวันตกของแผ่นดินอิตาลี ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยพื้นที่กว่า 24,000 ตารางกิโลเมตร คุณจะได้พบกับชายหาดขาวละเอียดที่งดงาม น้ำทะเลสีมรกต และอ่าวเล็กอ่าวน้อยที่โอบล้อมด้วยเรือยอร์ชสุดหรู ไปจนถึงชีวิตเรียบง่ายในหมู่บ้านยุคกลาง ที่ชาวซาร์ดิเนียยังคงเลี้ยงแกะตามประเพณี สวมชุดพื้นเมือง และรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้

นอกจากชายฝั่งสุดเพอร์เฟ็กต์แล้ว คุณยังจะได้พบซากปรักหักพังยุคโบราณอย่าง Su Nuraxi di Barumini ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก สะท้อนภาพอดีตอันลึกลับของชาวนูราชิที่สร้างโครงสร้างหินล้อมรอบตัวเมือง

ซาร์ดิเนีย (Sardinia)

ซาร์ดิเนีย (Sardinia)

Su Nuraxi di Barumini

Su Nuraxi di Barumini

คุณจะได้เพลิดเพลินกับอาหารและไวน์อิตาลีที่ดีที่สุด สำรวจวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย ตั้งแต่พาสต้าโฮมเมดสไตล์ซาร์ดิเนีย อาหารทะเลสด จับคู่กับไวน์พื้นเมือง จากนั้นออกผจญภัยดำน้ำตื้นดูฝูงปลาสีสันสดใส หรือขับรถลัดเลาะเข้าไปในใจกลางเกาะ สัมผัสหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีฟาร์มแกะ บ้านเรือนสีขาว และภูเขาสีเขียวทอดตัวสุดลูกหูลูกตา

ไม่ว่าคุณจะมองหาความหรูหราแบบราชวงศ์ หรือความเรียบง่ายแบบชนบท ซาร์ดิเนียพร้อมมอบประสบการณ์ที่คุณจะจำไม่ลืมแน่นอนค่ะ!

9. คาปรี (Capri)

เกาะในฝัน…สวรรค์ริมอ่าวเนเปิลส์

เกาะคาปรี ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของอิตาลี เปรียบเสมือนเกาะสวรรค์ของอิตาลี ที่มีทั้งธรรมชาติที่สวยงาม อาหารอร่อย และความน่าสนใจของเมือง ตลอดหลายศตวรรษ ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดหรู และที่พักตากอากาศ ที่ทั้งมหาเศรษฐี ดารา นักการเมือง และเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังมักจะแวะมาพักผ่อน ด้วยทิวทัศน์สุดประทับใจและความโรแมนติกที่ไม่เหมือนใคร คุณจะได้เห็นแสงอาทิตย์สาดกระทบผืนน้ำจนกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มดุจอัญมณี ทุกช่วงเวลาบนผืนน้ำรอบเกาะคาปรีล้วนช่างอัศจรรย์

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีแสงแดดอุ่น ๆ เกือบทั้งปี และที่สำคัญ เกาะคาปรียังมีชื่อมานานว่าเป็นบ้านของไวน์รสเลิศและอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนรสหรู เหล่านี้คือส่วนผสมที่ทำให้เกาะสวรรค์แห่งนี้มีผู้มาเยือนมากมาย

หากคุณมาเยือนคาปรีในฤดูกาลแห่งปาร์ตี้ คุณจะได้เห็นบรรดาคนดังสวมใส่ชุดหรู ๆ ของดีไซเนอร์เบอร์ต้น ๆ ของโลกมาประชันกัน จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรแปลกใจที่ย่านดาวน์ทาวน์ของเกาะแห่งนี้จะเป็นที่ตั้งของร้านสินค้าแบรนด์เนมสุดหรูอยู่มากมาย และความหรูของคาปรีอีกอย่างหนึ่งก็คือโรงแรมที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในที่สุดของยุโรปตั้งอยู่ที่นี่ นั่นก็คือ โรงแรมลา สกาลินาเตลลา (Hotel La Scalinatella) ที่ขึ้นชื่อทั้งความหรูหราและบรรยากาศแสนโรแมนติก 

ดั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะมาแค่วันเดียวหรือค้างคืนหลายคืน คาปรีก็พร้อมมอบเสน่ห์ที่คุณจะหลงรัก ตั้งแต่ความเงียบสงบไปจนถึงความหรูหราระดับห้าดาว ที่ทำให้คุณต้องอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง

10. มิลาน (Milan)

เดินชิล ช้อปปิ้ง จิบกาแฟ ในเมืองแฟชั่นระดับโลก

มิลาน หรือ Milano ในภาษาอิตาเลียน เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอิตาลี เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้า นิทรรศการใหญ่ ๆ ประวัติศาสตร์ศิลปะและวัฒนธรรมที่หลากหลาย และได้ชื่อว่าเป็นเมืองผู้นำแฟชั่นระดับแนวหน้าของโลก ที่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางธุรกิจแฟชั่นที่มีความทันสมัยไม่แพ้เมืองปารีส และนิวยอร์ก ถ้าพูดถึง ‘มิลาน’ คุณจะนึกถึงรันเวย์แฟชั่น โชว์สุดหรู และแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Giorgio Armani, Prada, Versace ซึ่งมีบทบาทสำคัญใน Milan Fashion Week ที่จัดขึ้นทุกปี แต่เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่เรื่องแฟชั่นเท่านั้น มิลานยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมงดงาม ตั้งแต่ มหาวิหารดูโอโม (Duomo di Milano) สไตล์โกธิกที่อลังการ ไปจนถึง Teatro alla Scala โรงโอเปราระดับโลก และ Castello Sforzesco ปราสาทยุคเรเนอซองส์ที่ภายในมีพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการอีกกว่า 10 แห่ง

มหาวิหารดูโอโม (Duomo di Milano)

มหาวิหารดูโอโม (Duomo di Milano)

โรงโอเปราระดับโลก Teatro alla Scala

ปราสาทยุคเรเนอซองส์ Castello Sforzesco

มิลานเป็นเมืองที่เดินเที่ยวได้ง่าย คุณจะเพลิดเพลินกับแหล่งช้อปปิ้งสุดหรูที่ตกแต่งอย่างสวยงาม จิบกาแฟอิตาเลียนแท้  หรือแวะกินขนม biscotti และ cappuccino ริมทาง

ไม่ว่าคุณจะมามิลานเพื่อแฟชั่น ศิลปะ กีฬา หรือแค่เดินเล่นชิล ๆ เมืองนี้ก็พร้อมมอบประสบการณ์หลากอารมณ์ที่คุณจะประทับใจไม่รู้ลืมค่ะ!

หากคุณหลงใหลในประวัติศาสตร์ ชื่นชอบอาหารอิตาเลียนแท้ อยากพักผ่อนริมทะเล หรือใฝ่ฝันจะเดินเล่นในเมืองเก่า อิตาลีก็มีสถานที่ที่ตอบโจทย์คุณเสมอ วางแผนการเดินทางให้ดี แล้วออกไปสัมผัสเสน่ห์ของอิตาลีในแบบที่คุณชอบกันเลยค่ะ และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีพร้อมติดตัวไว้คือประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณเที่ยวอิตาลีได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก: travel.usnews.com, audleytravel.com, guidester.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel