เที่ยวซินเจียง สัมผัสเสน่ห์แห่งเอเชียกลาง

เที่ยวซินเจียง (Xinjiang) – สัมผัสเสน่ห์แห่งเอเชียกลาง

ซินเจียงเป็นเขตปกครองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1 ใน 6 ของแผ่นดินจีนทั้งหมด ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ มีขนาดอาณาเขตที่กว้างใหญ่ จึงทำให้ซินเจียงมีภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งภูเขาหิมะ ธารน้ำแข็ง ป่าไม้ ทุ่งหญ้า และทะเลทรายโกบี อีกทั้งยังเต็มไปด้วยโบราณสถานจากเส้นทางสายไหมในอดีต ซินเจียงยังเป็นบ้านของชนเผ่าอุยกูร์ ที่มีวัฒนธรรมพื้นถิ่นน่าสนใจ และอาหารท้องถิ่นที่ห้ามพลาด หากต้องการ เที่ยวซินเจียง (Xinjiang) ให้ครบทุกสถานที่อาจต้องใช้เวลาหลายวัน หากมีเวลาไม่มาก เราแนะนำให้เริ่มจากสถานที่เที่ยวแนะนำและสิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อได้ไป เที่ยวซินเจียง ในบทความนี้กันค่ะ : )

สถานที่ท่องเที่ยวในซินเจียง

1. เที่ยวซินเจียง เขตอนุรักษ์ธรรมชาติคานาส (Kanas Nature Reserve) – สัมผัสธรรมชาติเหนือจินตนาการแห่งซินเจียง

เขตอนุรักษ์ธรรมชาติคานาส (Kanas Nature Reserve) ตั้งอยู่ในอำเภอ Burqin เขต Altay ทางตอนเหนือของซินเจียง ได้รับฉายาว่า “ไข่มุกแห่งซินเจียงตอนเหนือ” (Pearl of Northern Xinjiang) ด้วยทัศนียภาพธรรมชาติอันงดงามราวภาพวาด ไม่ว่าจะเป็น ทะเลสาบคานาส (Kanas Lake), ธารน้ำแข็ง, แม่น้ำ, ป่าสน, และทุ่งหญ้าสีเขียวขจี

เที่ยวซินเจียง : เขตอนุรักษ์ธรรมชาติคานาส (Kanas Nature Reserve)

จุดเด่น:

  • ทะเลสาบคานาส มีน้ำใสสะอาดเปลี่ยนสีตามฤดูกาล ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนเฟอร์และต้นลาร์ช
  • เหมาะกับกิจกรรมเดินป่า ถ่ายภาพ และสัมผัสธรรมชาติบริสุทธิ์
  • บรรยากาศคล้ายสวิตเซอร์แลนด์ในเอเชียกลาง

เส้นทางแนะนำ:

  • คานาส > หมู่บ้าน Hemu (หนึ่งในหมู่บ้านที่สวยที่สุดในจีน)
  • Bahaba > อุทยาน Keketuohai

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

 มิถุนายน – ตุลาคม (ฤดูร้อน–ฤดูใบไม้ร่วง)

คำแนะนำเพิ่มเติม:

หากคุณชอบการเดินป่าท่ามกลางธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ คานาสคือตัวเลือกที่คุณจะไม่มีวันลืม บางมุมของที่นี่ได้รับการขนานนามว่า “อัลไต สวรรค์แห่งป่าเหนือ” ที่เที่ยวซินเจียงที่ห้ามพลาดอย่างแท้จริง

2. เที่ยวซินเจียง ทะเลสาบไซ่ราม (Sayram Lake) – ทะเลสาบภูเขาสุดโรแมนติกแห่งซินเจียง

ทะเลสาบไซ่ราม (Sayram Lake หรือ Sailimu Lake) ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเขตปกครองตนเองซินเจียง ใกล้พรมแดนประเทศคาซัคสถาน และเป็น ทะเลสาบภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในซินเจียง โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 2,070 เมตร ทำให้มีอากาศเย็นสบายแม้ในฤดูร้อน

เที่ยวซินเจียง : ทะเลสาบไซ่ราม (Sayram Lake)

จุดเด่น:

  • ได้ชื่อว่าเป็น “ทะเลน้ำตาของเทพธิดา” ตามตำนานที่เล่าขาน
  • ในฤดูร้อน รอบทะเลสาบเต็มไปด้วย ดอกไม้ป่าหลากสี บานสะพรั่ง
  • สามารถชมวิว ภูเขาหิมะ ป่าสน และทุ่งหญ้า ได้ในที่เดียว
  • มีกิจกรรม ขี่ม้ารอบทะเลสาบ และตั้งแคมป์ชมพระอาทิตย์ตก

กิจกรรมแนะนำ:

  • เดินเล่นหรือขี่ม้ารอบทะเลสาบ
  • ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามา
  • แวะชมโบราณสถานใกล้ทะเลสาบ เช่น ซากเส้นทางสายไหม

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

  • เดือนมิถุนายน – สิงหาคม (หน้าร้อน) ซึ่งอากาศดี และวิวรอบทะเลสาบสวยที่สุด
  • ช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.–ต้นต.ค.) ก็จะได้ชมใบไม้เปลี่ยนสี

การเดินทาง:

  • จากเมือง อุรุมชี (Urumqi) ขับรถประมาณ 600 กิโลเมตร (ประมาณ 8 ชม.)
  • หรือบินไปลงที่ เมือง Yining แล้วต่อรถประมาณ 2 ชั่วโมง

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะกับนักเดินทางที่ชอบธรรมชาติอันเงียบสงบ ถ่ายภาพวิวสวย ๆ และอยากสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบชนเผ่าในบรรยากาศที่โรแมนติกและแปลกใหม่

3. เที่ยวซินเจียง ทะเลสาบไป๋ซาหู (Baisha Lake) – ม่านน้ำใสกลางทิวเขาแห่งซินเจียง

ทะเลสาบไป๋ซาหู (Baisha Lake) ตั้งอยู่ในเขต Ili Kazakh Autonomous Prefecture ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซินเจียง เป็นทะเลสาบน้ำจืดบนที่ราบสูงที่มีทัศนียภาพงดงามและอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

เที่ยวซินเจียง : ทะเลสาบไป๋ซาหู (Baisha Lake)

จุดเด่น:

  • น้ำทะเลสาบใสสะท้อนสีฟ้าคราม สลับกับภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ
  • รอบทะเลสาบมีป่าไม้เขียวชอุ่มและทุ่งหญ้า เหมาะกับการพักผ่อนและถ่ายภาพ
  • บรรยากาศเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติและความสงบ

กิจกรรมแนะนำ:

  • เดินเล่นรอบทะเลสาบ ชมธรรมชาติและสัตว์ป่าท้องถิ่น
  • ถ่ายภาพวิวภูเขาสะท้อนในน้ำ
  • พักผ่อนริมทะเลสาบหรือปิกนิกแบบส่วนตัว

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

เดือนพฤษภาคม – กันยายน (ฤดูร้อน–ต้นใบไม้ร่วง) ซึ่งอากาศเย็นสบายและวิวธรรมชาติสวยที่สุด

การเดินทาง:

  • จากเมืองอุรุมชี (Urumqi) ขับรถประมาณ 400–500 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 6–8 ชั่วโมง
  • แนะนำให้เช่ารถหรือเข้าร่วมทัวร์ท้องถิ่นเพื่อสะดวกในการเดินทางและเที่ยวรอบทะเลสาบ

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ นักถ่ายภาพ และผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ มาสัมผัสความสงบและความงามของทะเลสาบกลางทิวเขา

4. เที่ยวซินเจียง ทะเลสาบเทียนฉือ (Heavenly Lake) ใกล้อุรุมชี – สวรรค์บนเทือกเขาเทียนซานแห่งซินเจียง

ทะเลสาบเทียนฉือ (Tianchi Lake) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติยอดนิยมของซินเจียง ตั้งอยู่บน เทือกเขาเทียนซาน (Tianshan Mountains) ทางตะวันออกของเมือง อุรุมชี (Urumqi) ด้วยความสูงกว่า 1,900 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

เที่ยวซินเจียง : ทะเลสาบเทียนฉือ (Tianchi Lake)

จุดเด่น:

  • ตำนานจีนกล่าวว่า ทะเลสาบเทียนฉือ (Tianchi Lake) เป็นสถานที่อาบน้ำของเทพธิดา จึงถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
  • ทะเลสาบสีฟ้าใสสะท้อนยอดเขา Bogda ที่ปกคลุมด้วยหิมะ พร้อมป่าสนโดยรอบ
  • บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อน ถ่ายรูป เดินเล่น หรือ ล่องเรือเพื่อชมวิว

กิจกรรมแนะนำ:

  • เดินรอบทะเลสาบชมธรรมชาติป่าสนสีเขียวขจี
  • ล่องเรือในทะเลสาบ (แนะนำให้เตรียมเสื้อกันลมไปด้วยนะคะ)
  • ถ่ายภาพวิวเทือกเขาและเงาสะท้อนในน้ำ

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

เดือนพฤษภาคม – กันยายน (ฤดูร้อน–ต้นใบไม้ร่วง)

การเดินทาง:

  • นั่งรถบัสหรือแท็กซี่จากตัวเมือง ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง
  • มีบริการรถท่องเที่ยวตรงไปยังทางเข้าอุทยาน

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ ธรรมชาติ ภูเขา และทะเลสาบ ไม่ควรพลาดที่นี่ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการสัมผัสอากาศเย็นสบายและวิวที่งดงาม

5. เที่ยวซินเจียง ทุ่งหญ้าน่าหลาตี (Nalati Grassland) – สวรรค์บนภูเขาแห่งซินเจียง

ทุ่งหญ้าน่าหลาตี (Nalati Grassland) ตั้งอยู่ในเขต Xinyuan ทางตอนใต้ของเทือกเขา เทียนซาน และเป็นหนึ่งใน ทุ่งหญ้าบนภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยวิวทิวทัศน์ที่อลังการของหุบเขา ป่าไม้ แม่น้ำ และยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปี ทำให้ที่นี่ถูกขนานนามว่า “สวรรค์ของนักเดินทาง”

ทุ่งหญ้าน่าหลาตี (Nalati Grassland)

จุดเด่น:

  • พื้นที่กว้างใหญ่ของทุ่งหญ้าสีเขียวที่ทอดยาวสุดสายตา
  • วิวทิวเขาซ้อนกันแบบพาโนรามา เหมาะสำหรับถ่ายภาพวิวและ Drone
  • โอกาสได้ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตชนเผ่า คาซัค (Kazak) แบบดั้งเดิม
  • มีบริการนั่งม้าชมทุ่งหญ้า, พักในกระโจม (Yurt), และชมการแสดงพื้นเมือง

กิจกรรมแนะนำ:

  • ขี่ม้า หรือขึ้นกระเช้าชมวิวทุ่งหญ้าจากมุมสูง
  • ชิมอาหารพื้นเมืองคาซัค เช่น เนื้อแกะย่าง
  • ถ่ายภาพกับฝูงม้า และวิวพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก
  • เข้าร่วมเทศกาลพื้นเมืองหากไปในช่วงฤดูร้อน

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

  • มิถุนายน – กันยายน (หน้าร้อน) เป็นช่วงที่ทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม และอากาศเย็นสบาย
  • ควรหลีกเลี่ยงฤดูหนาวเพราะอากาศหนาวจัดและทุ่งหญ้าถูกปกคลุมด้วยหิมะ

การเดินทาง:

  • จาก เมือง Yining หรือ Urumqi สามารถนั่งรถทัวร์/รถไฟไปยัง Xinyuan County
  • จากนั้นต่อรถเข้าสู่เขตทุ่งหญ้า ใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ ช่างภาพ หรือผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวาย มาสัมผัสความเงียบสงบของธรรมชาติแบบดั้งเดิม พร้อมกลิ่นอายชนเผ่าเร่ร่อนที่ยังคงมีอยู่จริงในซินเจียง

6. เที่ยวซินเจียง ทุ่งหญ้าบายันบุลัค (Bayanbulak Grassland) – ดินแดนหงส์ขาวกลางขุนเขาแห่งซินเจียง

ทุ่งหญ้าบายันบุลัค (Bayanbulak Grassland) คือทุ่งหญ้าแบบมีน้ำหล่อเลี้ยงขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศจีน ตั้งอยู่ในเขต Bayingolin ทางตอนกลางของซินเจียง ท่ามกลางวงล้อมของเทือกเขาเทียนซาน ด้วยระดับความสูงเฉลี่ยราว 2,400 เมตร ทำให้ที่นี่เป็นโอเอซิสกลางภูเขาที่เขียวชอุ่ม สดชื่น และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

ทุ่งหญ้าบายันบุลัค (Bayanbulak Grassland)

จุดเด่น:

  • เป็นบ้านของ หงส์ขาว หลายพันตัวที่อพยพมาทุกปี โดยเฉพาะที่ ทะเลสาบหงส์ (Swan Lake)
  • วิวเปิดโล่งของทุ่งหญ้าสีเขียวและแม่น้ำสายเล็ก ๆ คดเคี้ยวราวริบบิ้น
  • มีจุดชมวิวแม่น้ำไคดู (Kaidu River) ที่งดงามมากในช่วงพระอาทิตย์ตก

กิจกรรมแนะนำ:

  • ถ่ายภาพหงส์นับพันตัวในช่วงเดือนมิถุนายน–กันยายน
  • ขี่ม้าหรือเดินเล่นบนทุ่งหญ้าแบบชนเผ่า
  • เข้าพักในกระโจมแบบคาซัค (Kazak Yurt) เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • ชมท้องฟ้ากว้างและดวงดาวยามค่ำคืนแบบไม่มีแสงรบกวน

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

  • มิถุนายน – กันยายน (ฤดูร้อน) เป็นฤดูของดอกไม้ป่าและการอพยพของหงส์
  • หลีกเลี่ยงช่วงฤดูหนาว เนื่องจากหิมะตกหนัก

การเดินทาง:

  • จากเมือง Korla หรือ Urumqi สามารถนั่งรถทัวร์ หรือเช่ารถขับเองไปยัง Bayanbulak (ใช้เวลาประมาณ 6–8 ชั่วโมง)
  • ควรวางแผนพักค้างคืน 1–2 คืน เพื่อเก็บบรรยากาศธรรมชาติเต็มที่

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ ช่างภาพ และผู้ที่ต้องการ สัมผัสวิถีชีวิตแบบคาซัคแท้ ๆ ในดินแดนที่ยังไม่ถูกรบกวนด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

7. เที่ยวทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) – ท้าทายแดนทรายแห่งซินเจียง

ทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) เป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเป็นหนึ่งในทะเลทรายเคลื่อนตัวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 330,000 ตารางกิโลเมตร ได้รับฉายาว่า “ทะเลแห่งความตาย (Sea of Death)” ด้วยภูมิประเทศที่โหดร้าย ทว่าเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งความลึกลับและน่าหลงใหล

ทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert)

จุดเด่น:

  • ถนนทะลุทะเลทราย Taklamakan Desert Highway เป็นหนึ่งในถนนที่ยาวที่สุดในโลกที่ตัดผ่านทะเลทราย มีความยาวกว่า 500 กิโลเมตร
  • สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นป๊อปลาร์สีทองในฤดูใบไม้ร่วง สวยงามสะกดตา
  • ทะเลทรายแห่งนี้ยังเป็นเส้นทางผ่านหลักของ เส้นทางสายไหม (Silk Road) ในอดีต

กิจกรรมแนะนำ:

  • ขับรถข้ามทะเลทราย หรือเข้าร่วมทัวร์ทะเลทรายที่มีไกด์ท้องถิ่น
  • ขี่อูฐ ท่องเนินทรายและชมพระอาทิตย์ตก
  • ตั้งแคมป์กลางทะเลทราย และดูดาวในท้องฟ้าที่ไร้แสงรบกวน
  • แวะเยี่ยมชม โอเอซิสโบราณ เช่น Hotan, Kuqa, หรือเมือง Miran

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

ปลายตุลาคม – กลางพฤศจิกายน เพราะอากาศเย็นลง ไร้พายุทราย และต้นไม้รอบ ๆ ทะเลทรายเปลี่ยนสีเป็นทองงดงาม

การเดินทาง:

  • บินจากเมือง อุรุมชี (Urumqi) ไปยัง Hotan หรือ Kuqa
  • ใช้บริการรถทัวร์ท้องถิ่น หรือเช่ารถขับเข้าสู่เส้นทาง ทะเลทราย Taklamakan Highway
  • ควรเตรียมตัวล่วงหน้า และเดินทางกับไกด์หรือทัวร์ที่เชี่ยวชาญ เพราะบางพื้นที่ไม่มีสัญญาณมือถือ

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะสำหรับนักผจญภัย ช่างภาพ และผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ ทะเลทรายจริงแบบไม่ต้องไปถึงตะวันออกกลาง พร้อมธรรมชาติสุดขั้วและเสน่ห์แห่งอารยธรรมเก่าแก่ที่ซ่อนอยู่กลางความเวิ้งว้าง

8. เที่ยวซินเจียง เมืองเก่าคาชการ์ (Kashgar Old Town) – หัวใจวัฒนธรรมอุยกูร์แห่งซินเจียง

เมืองเก่าคาชการ์ (Kashgar Old Town) เป็นหนึ่งในเมืองโบราณที่สำคัญที่สุดของซินเจียง และเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของชาวอุยกูร์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี

มัสยิด Id Kah ในเมืองเก่าคาชการ์ (Kashgar Old Town)

จุดเด่น:

  • สถาปัตยกรรมอิสลามและอุยกูร์แบบดั้งเดิมที่ยังคงความสมบูรณ์และมีเสน่ห์
  • ตลาดท้องถิ่นที่คึกคัก เป็นสถานที่ซื้อของพื้นเมือง เช่น เครื่องเทศ ผ้าไหม งานฝีมือ และอาหารสด
  • มัสยิด Id Kah ซึ่งเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในจีน และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมในพื้นที่
  • สุสาน Abakh Khoja สถาปัตยกรรมงดงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
ลาดท้องถิ่นในเมืองเก่าคาชการ์ (Kashgar Old Town) ซินเจียง

กิจกรรมแนะนำ:

  • เดินชมตรอกซอยเก่าแก่และบ้านเรือนไม้แบบดั้งเดิม
  • ชิมอาหารท้องถิ่น เช่น เคบับ อาหารอุยกูร์ และขนมหวานพื้นเมือง
  • เยี่ยมชมตลาดวันอาทิตย์ที่มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น

การเดินทาง:

  • บินตรงจากเมือง อุรุมชี (Urumqi) ไปยัง คาชการ์ (Kashgar) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
  • ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงสายใหม่ อุรุมชี–คาชการ์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10–11 ชั่วโมง

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมโบราณ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวอุยกูร์ในซินเจียง

9. เที่ยวซินเจียง เมืองโบราณเจียวเหอ (Jiaohe Ancient City) – มรดกโลกซินเจียงอายุกว่า 2,300 ปี

เมืองโบราณเจียวเหอ (Jiaohe Ancient City) ตั้งอยู่ใกล้เมืองทูหลู่ฟาน (Turpan) ในซินเจียง เป็นหนึ่งในเมืองโบราณที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดของจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,300 ปี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก

เมืองโบราณเจียวเหอ (Jiaohe Ancient City)

จุดเด่น:

  • เป็นเมืองโบราณที่ถูกสร้างขึ้นบนเนินเขาโดยไม่ใช้ไม้ มีลักษณะเป็นเมืองหน้าผา
  • ซากอาราม บ้านเรือน และเวิร์กช็อปโบราณยังคงสภาพดี ให้บรรยากาศย้อนยุคเหมือนกับการเดินทางข้ามเวลา
  • ทิวทัศน์ของเมืองโบราณท่ามกลางทะเลทรายและภูเขา มีความสวยงามโดยเฉพาะช่วงแสงเย็น

กิจกรรมแนะนำ:

  • เดินชมซากเมืองและถ่ายภาพสถาปัตยกรรมโบราณที่ยังคงสมบูรณ์
  • ฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองผ่านไกด์ท้องถิ่น
  • ชมพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวเพื่อภาพถ่ายที่งดงาม

การเดินทาง:

  • จากเมืองทูหลู่ฟาน (Turpan) นั่งรถยนต์ประมาณ 10-15 นาทีถึงเมืองเจียวเหอ
  • สามารถเดินทางจากอุรุมชีโดยรถไฟหรือรถบัสมายังทูหลู่ฟานก่อน

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่รักประวัติศาสตร์ โบราณคดี และต้องการชมมรดกโลกอันงดงามของซินเจียงในบรรยากาศทะเลทรายที่มีความลึกลับ

10. เที่ยวซินเจียง ตลาด International Grand Bazaar เมืองอุรุมชี – สีสันแห่งวัฒนธรรมอุยกูร์ที่คุณต้องสัมผัส

ตลาด International Grand Bazaar ในเมือง อุรุมชี (Urumqi) คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัส วัฒนธรรมพื้นเมืองของชาวอุยกูร์ อย่างแท้จริง ตลาดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น “ตลาดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในจีน” และยังเป็นศูนย์รวมอาหาร เสื้อผ้า งานฝีมือ และของที่ระลึกที่สะท้อนเอกลักษณ์ของเส้นทางสายไหมในอดีต

ตลาด International Grand Bazaar เมืองอุรุมชี

จุดเด่น:

  • สถาปัตยกรรมสไตล์อิสลามผสมผสานจีนอย่างงดงาม โดยเฉพาะ หอคอยชมวิว ที่สามารถมองเห็นวิวเมืองอุรุมชีแบบพาโนรามา
  • ร้านค้าและแผงขายสินค้ากว่า 3,000 ร้าน จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น เช่น:
    • ผลไม้อบแห้ง, ถั่ว, เครื่องเทศ
    • ผ้าปักมือ, พรม, เสื้อผ้าท้องถิ่น
    • ของที่ระลึกจากวัฒนธรรมอุยกูร์
  • มีเวทีจัดแสดงการแสดงพื้นบ้านในบางช่วงเวลา เช่น การรำอุยกูร์และการแสดงดนตรี

กิจกรรมแนะนำ:

  • ลองชิม เคบับเนื้อแกะ ย่างสด ๆ
  • เดินชมแผงขายเครื่องเทศกลิ่นหอมแรง
  • ซื้อขนมปัง Naan อบเตาถ่านแบบดั้งเดิม
  • ถ่ายรูปหน้าหอคอยที่เป็นสัญลักษณ์ของตลาด
ขนมปัง Naan อบเตาถ่านแบบดั้งเดิม

ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทาง:

ช่วงฤดูร้อนอากาศจะเย็นสบาย เหมาะแก่การเดินเล่น เย็นถึงค่ำ (ประมาณ 16.00–20.00 น.) จะมีสีสันคึกคักที่สุด และบางวันอาจมีตลาดกลางคืน

การเดินทาง:

  • ตลาดตั้งอยู่ใจกลางเมืองอุรุมชี สามารถเดินทางได้ง่ายด้วยรถแท็กซี่ หรือรถบัสสาธารณะ
  • ใกล้สถานีรถไฟและแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น พิพิธภัณฑ์เขตปกครองซินเจียง

คำแนะนำเพิ่มเติม:

เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่สนใจ วัฒนธรรมท้องถิ่น, ชอบเดินตลาด, หรือกำลังมองหาของฝากและของที่ระลึกแบบไม่ซ้ำใครในจีน

ลิ้มลองรสชาติแท้ ๆ ของอาหารซินเจียง

อาหารซินเจียง เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด เมนูส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอุยกูร์ มีรสชาติกลมกล่อมและเน้นใช้เนื้อวัว เนื้อแกะ และแป้งเป็นหลัก โดยเฉพาะเนื้อแกะที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เมนูแนะนำ:

  • เคบับเนื้อแกะ (Yang Rou Chuan): เนื้อแกะเสียบไม้ย่างหอมกรุ่น รสชาติเผ็ดนิดๆ กลมกล่อม
  • แกะย่างทั้งตัว (Grilled Whole Lamb): เมนูพิเศษสำหรับงานเลี้ยงหรือเทศกาล รสชาติเนื้อนุ่มฉ่ำ
  • ขนมปัง Naan: ขนมปังแป้งอบกรอบนอกนุ่มใน มักเสิร์ฟคู่กับอาหารจานหลัก
  • ข้าวหมกเนื้อ (Polo / Shou Zhua Fan): ข้าวผัดคลุกกับเนื้อแกะ แครอท หอมใหญ่ ลูกเกด รสชาติหอมหวานกลมกล่อม
  • บะหมี่อุยกูร์ (Lagman): บะหมี่เส้นเหนียวนุ่มเสิร์ฟกับซุปเนื้อและผักสด
เคบับเนื้อแกะ (Yang Rou Chuan)

สถานที่แนะนำสำหรับชิมอาหาร:

  • ตลาดกลางคืนและร้านอาหารท้องถิ่นในเมืองอุรุมชี, คาชการ์ และเมืองอื่น ๆ ในซินเจียง
  • ร้านอาหารที่มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมอุยกูร์ควบคู่ไปด้วย

วิธีการเดินทางไป เที่ยวซินเจียง

การเดินทางจากประเทศไทยไปยัง ซินเจียง สามารถทำได้สะดวกสบายโดยบินตรงจาก กรุงเทพฯ (Bangkok) ไปยังเมืองหลักอย่าง อุรุมชี (Urumqi) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางของเขตปกครองตนเองซินเจียง

  • หากไม่มีเที่ยวบินตรง สามารถเลือกบินแวะเปลี่ยนเครื่องที่ ปักกิ่ง (Beijing) หรือ คุนหมิง (Kunming) ได้เช่นกัน
  • เมื่อถึงอุรุมชีแล้ว คุณสามารถเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ ในซินเจียงด้วยทางเลือกหลากหลาย เช่น
    • รถไฟความเร็วสูง
    • เที่ยวบินภายในประเทศ
    • รถบัสสาธารณะ
    • หรือเช่ารถขับเองสำหรับความยืดหยุ่นสูงสุด

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ เที่ยวซินเจียง

  • ฤดูใบไม้ผลิ (พฤษภาคม – มิถุนายน)
  • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – ตุลาคม)

ในช่วงนี้อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อนจัด และวิวธรรมชาติทั้งภูเขา ทุ่งหญ้า และทะเลทรายจะสวยงามเป็นพิเศษ เหมาะแก่การเดินทางและกิจกรรมกลางแจ้ง

กิจกรรมห้ามพลาดเมื่อมา เที่ยวซินเจียง

  • ขี่อูฐกลางทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) สัมผัสประสบการณ์สุดท้าทายในทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในจีน
  • เดินป่าในภูเขาเทียนซาน (Tian Shan Mountains) ชมวิวธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์
  • นอนดูดาวกลางคืน ในพื้นที่ทุ่งหญ้าหรือทะเลทราย ที่ไม่มีมลภาวะทางแสง
  • ลิ้มรสอาหารพื้นเมือง เช่น บะหมี่อุยกูร์ (Lagman), ข้าวหมกเนื้อแกะ (Polo), และซุปเนื้อแบบอุยกูร์
  • ชมการแสดงพื้นบ้าน และเดินเล่นในตลาดกลางคืนเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
ขี่อูฐกลางทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert)

ซินเจียงเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงามหลากหลายรูปแบบ พร้อมด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลายและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหา สายธรรมชาติและนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ไม่ควรพลาดสถานที่แห่งนี้ สำหรับนักท่องเที่ยวไทย การเดินทางไปซินเจียงในประเทศจีนก็สะดวกสบายยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถเข้าประเทศจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ทำให้การวางแผนทริปง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก

หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์เที่ยวชมธรรมชาติสวย ๆ ในดินแดนที่ไม่ไกลจากบ้าน ซินเจียงคืออีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่ต้องใส่ไว้ในลิสต์ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกเดินทางไปสัมผัสกับความงดงามและวัฒนธรรมอันล้ำค่าของดินแดนแห่งนี้กันค่ะ และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีพร้อมติดตัวไว้คือประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณเที่ยวซินเจียงได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก: asiaodysseytravel.com, chinadiscovery.com, chinahighlights.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

เที่ยวโดโลไมท์ (dolomites) สัมผัสธรรมชาติงดงามดุจเทพนิยาย

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) อิตาลี สัมผัสธรรมชาติงดงามดุจเทพนิยาย

ถ้าพูดถึง ที่เที่ยวอิตาลี คุณอาจนึกถึงเหล่าเมืองสุดฮิตอย่างเวนิส ฟลอเรนซ์ หรือชายฝั่งอมาลฟี (คุณสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับที่เที่ยวอิตาลีได้ที่นี่: เที่ยวอิตาลี 10 เมืองยอดนิยม ดินแดนแห่งศิลปะและประวัติศาสตร์ระดับโลก) แต่จริง ๆ แล้วอิตาลียังมีอีกหนึ่งมุมเงียบ ๆ ที่สวยสะกดใจไม่แพ้ที่ไหนในยุโรปเลย — นั่นก็คือ โดโลไมท์ (Dolomites) เทือกเขาสูงใหญ่ทางตอนเหนือ ที่ใครถ้าได้ไป เที่ยวโดโลไมท์ แล้วต่างตกหลุมรักแบบถอนตัวไม่ขึ้น

เทือกเขาโดโลไมท์เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่เต็มไปด้วยธรรมชาติอลังการ หมู่บ้านน่ารักวิวภูเขา และวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างอิตาลีและออสเตรีย เพราะในอดีตที่นี่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีมาก่อน จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งภาษาเยอรมันที่ยังใช้กันทั่วไป ไปจนถึงอาหารและสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปเหนือ พื้นที่ทั้งหมดแบ่งออกเป็นหลายภูมิภาคและหมู่บ้านหลายแห่งในแต่ละภูมิภาค โดยแต่ละภูมิภาคมีเส้นทางเดินป่ามากมายที่เชื่อมต่อเทือกเขาทั้งหมดเข้าด้วยกัน บางส่วนสามารถเข้าถึงได้ด้วยรถยนต์ บางส่วนเข้าถึงได้ด้วยกระเช้าลอยฟ้าและสกีลิฟต์ และบางส่วนเข้าถึงได้ด้วยการเดินเท้าเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนาวที่เหมาะกับการเล่นสกี หรือฤดูร้อนที่เหมาะกับการเดินป่าชมวิว การมาเที่ยวโดโลไมท์คือทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่อยากเที่ยวอิตาลีในบรรยากาศที่มีความเป็นธรรมชาติ แตกต่างจากเมืองใหญ่ แต่ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์และความโรแมนติกแบบยุโรปแท้ ๆ

ทำความรู้จักเทือกเขาโดโลไมท์

โดโลไมท์ (The Dolomites) คือเทือกเขาที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี ที่มีลักษณะโดดเด่นจากองค์ประกอบทางธรณีวิทยา เนื่องจากภูเขาเหล่านี้เกิดจากหินโดโลไมท์เกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นหินที่มีแร่โดโลไมท์  เป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้ภูเขามีสีเฉดเข้มและอ่อนในแบบเฉพาะตัวที่งดงามและเป็นเอกลักษณ์ เทือกเขาโดโลไมท์ครอบคลุมพื้นที่ถึง 7 จังหวัด ได้แก่ เซาท์ไทโรล (South Tyrol), เทรนติโน (Trentino), เวโรนา (Verona), วิเชนซา (Vicenza), เบลลูโน (Belluno), อูดิเน (Udine) และ พอร์เดโนเน (Pordenone)

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ประเทศอิตาลี

เทือกเขาโดโลไมท์ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) เมื่อปี 2009 ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามน่าทึ่งและความหลากหลายทางธรรมชาติ  โดโลไมท์จึงเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมระดับโลกสำหรับทั้งการเดินป่าในฤดูร้อนและการเล่นสกีในฤดูหนาว

เที่ยวโดโลไมท์ ช่วงเวลาไหนดี

โดโลไมท์ เป็นจุดหมายที่สามารถเที่ยวได้ทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาว หากคุณต้องการชมโดโลไมท์ในบรรยากาศที่ดีที่สุด คุณต้องเลือกเวลาให้เหมาะสม โดยแต่ละฤดูก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว ขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบกิจกรรมประเภทไหน และอีกสิ่งที่ควรพิจารณาก็คือเรื่องราคา ไม่ว่าคุณจะอยากสัมผัสประสบการณ์การเล่นสกีสุดตื่นตาในฤดูหนาว หรือเดินป่าท่ามกลางวิวสวยอลังการในฤดูร้อน การทำความเข้าใจเรื่องช่วงราคาตามฤดูกาลจะช่วยให้คุณวางแผนการเดินทางได้คุ้มค่าที่สุด รายละเอียดสรุปแบบย่อ ๆ มีดังนี้:

  • ฤดูร้อนคือช่วงพีคของการเดินป่า เส้นทางธรรมชาติเปิดกว้าง รอให้นักผจญภัยออกไปสำรวจ
  • ฤดูใบไม้ร่วงคือช่วงเวลาของต้นสนสีทองและเส้นทางเงียบสงบ เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง
  • ฤดูหนาวเปลี่ยนทุกอย่างให้กลายเป็นโลกแห่งหิมะ ราวกับหลุดเข้าไปในนิทาน
  • ฤดูใบไม้ผลิ สภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน ค่อนข้างเฉอะแฉะ เส้นทางหลายเส้นทางปิด ทำให้ยากต่อการจัดเตรียมเสื้อผ้าและสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้

นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้เพื่อเลือกช่วงเวลาในการเดินทางที่เหมาะสมสำหรับคุณ

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูร้อน (มิถุนายน–กันยายน)

นี่คือช่วงเวลาไฮซีซั่นที่โดโลไมท์งดงามที่สุดสำหรับการเดินป่า ปั่นจักรยาน หรือปิกนิกริมทะเลสาบ คุณจะได้เห็นความงามของธรรมชาติอย่างเต็มพิกัด ถ้าสิ่งที่คุณต้องการคือการเดินป่า ฤดูร้อนคือช่วงเวลาที่ใช่สำหรับคุณ แต่คุณต้องวางแผนให้ดี และถ้าคุณไม่อยากเจอกับความวุ่นวาย และคนมากมาย พยายามหลีกเลี่ยงช่วงสัปดาห์ที่ 2 และที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดของโรงเรียนทั่วทั้งยุโรป

The Tre Cime di Lavaredo

The Tre Cime di Lavaredo (Three Peaks of Lavaredo) มองจาก the Cave Viewpoint

สิ่งที่คุณจะได้พบ:

  • กลางวันยาวนาน กระเช้าลิฟต์เปิดให้บริการ ที่พักเปิดต้อนรับอย่างเต็มรูปแบบ
  • นักท่องเที่ยวหนาแน่นตามจุดยอดฮิต เช่น Tre Cime และ Lago di Braies เป็นต้น
  • ราคาที่พักสูงขึ้น และห้องพักจำกัด ถ้าไม่รีบจองล่วงหน้า

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูใบไม้ร่วง (ปลายกันยายน–ตุลาคม)

ถ้าคุณอยากสัมผัสโดโลไมท์ในช่วงที่สวยที่สุด แบบที่ไม่ต้องเบียดกับผู้คน ฤดูใบไม้ร่วงคือช่วงเวลาแห่งเวทมนตร์ที่คุณสัมผัสได้ แต่บางปีฤดูใบไม้ร่วงมาไว บางปีก็แทบไม่มาเลย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสภาพอากาศบนภูเขา โดยทั่วไป ช่วงกลางเดือนตุลาคม คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับชมใบไม้เปลี่ยนสี และสภาพอากาศก็มักจะเย็นสบาย แต่คุณก็ควรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ แต่ถ้าคุณอยากสัมผัสประสบการณ์เดินป่าแบบเต็มรูปแบบ คุณควรไปช่วงปลายกันยายนถึงกลางตุลาคมจะดีที่สุด

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูใบไม้ร่วง

สิ่งที่คุณจะได้พบ:

  • นักท่องเที่ยวน้อยลง 
  • ต้นสนสีทองสว่างไสวทั่วหุบเขา 
  • อากาศยามเช้าสดชื่น และพระอาทิตย์ตกงดงาม
  • ที่พักบางแห่งจะเริ่มปิดในช่วงต้นตุลาคม หากคุณวางแผนจะเดินป่าแบบนอนค้างหลายคืน อย่าลืมตรวจสอบล่วงหน้าว่ามีที่พักที่ไหนยังเปิดอยู่บ้าง
  • หิมะสามารถมาได้ทุกเมื่อในฤดูนี้ และพอเข้าสู่ปลายตุลาคม กระเช้าลิฟต์ เส้นทางเดินป่า และที่พักหลายแห่งก็จะเริ่มปิดแล้ว

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูหนาว (ธันวาคม–มีนาคม)

ฤดูหนาวในโดโลไมท์ช่างงดงามเกินจริงราวกับเทพนิยาย ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน หมู่บ้านเล็กๆ ดูราวกับหลุดออกมาจากนิทาน

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูหนาว

สิ่งที่คุณจะได้พบ:

  • เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบเล่นสกี สโนว์บอร์ด สโนว์ชู หรือจิบไวน์ร้อนใต้ต้นคริสต์มาสยักษ์
  • เส้นทางเดินป่าจะถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาทึบ และไม่สามารถเข้าถึงได้ หากไม่มีอุปกรณ์ครบครันหรือไกด์นำทาง

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน–พฤษภาคม)

ส่วนใหญ่แล้วฤดูใบไม้ผลิจะเป็นช่วงเวลาที่ดูเหมือนจะโรแมนติก นึกถึงดอกไม้ป่าบานเต็มทุ่ง นักท่องเที่ยวน้อย แต่ความจริงคือหิมะที่โดโลไมท์ยังละลายไม่หมด ที่นี่จะเริ่มเป็นฤดูใบไม้ผลิจริง ๆ ก็ต่อเมื่อเข้าสู่เดือนมิถุนายน

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ฤดูใบไม้ผลิ

สิ่งที่คุณจะได้พบ:

  • เส้นทางส่วนใหญ่ยังถูกปกคลุมด้วยหิมะหรือปิดเพื่อความปลอดภัย
  • ที่พักบนภูเขาหลายแห่งยังไม่เปิดให้บริการจนกว่าจะถึงช่วงกลางปี
  • ถ้าคุณไม่ได้ขับรถเที่ยวหรือตั้งใจมาเมืองตามเชิงเขาเพื่อเข้าสปาหรู ๆ เราแนะนำให้ข้ามฤดูนี้ไปก่อนจะดีกว่า

วิธีเดินทางไป เที่ยวโดโลไมท์

โดโลไมท์ไม่มีสนามบิน คุณจะต้องนั่งเครื่องบินไปลงสนามบินหลักที่เดินทางไปยังเทือกเขาโดโลไมท์ได้สะดวกจากทางฝั่งอิตาลี หลังจากนั้น ใช้เวลาขับรถประมาณ 2.5-3 ชั่วโมงไปยังเมืองหลักที่ใกล้ที่สุดในเทือกเขาโดโลไมท์ อย่างเมืองกอร์ตีนาดัมเปซโซ (Cortina d’Ampezzo) ทางฝั่งตะวันออกหากคุณมาจากเวนิส และเมืองโบลซาโน (Bolzano) ทางฝั่งตะวันตกหากคุณมาจากมิลานหรือเวโรนา

สนามบินที่ใกล้ที่สุดสำหรับการไปเที่ยวเทือกเขาโดโลไมท์:

  • สนามบินนานาชาติมาร์โคโปโลเวนิส (อิตาลี) 2 ชั่วโมง
  • สนามบินเวโรนา (อิตาลี) 2 ชั่วโมง
  • สนามบินอินส์บรุค (ออสเตรีย) 1 ชั่วโมงครึ่ง
  • สนามบินมิลานมัลเปนซา (อิตาลี) 4 ชั่วโมง
  • สนามบินมิวนิก (เยอรมนี) 4 ชั่วโมง

หากคุณเดินทางด้วยรถไฟในอิตาลี คุณต้องไปลงที่สถานีโบลซาโน (Bolzano) หรือดอบบีอาโก (Dobbiaco) แล้วนั่งรถบัสต่อเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ หรือวิธีที่ดีและง่ายที่สุดคือการเช่ารถแล้วขับรถเที่ยวในโดโลไมท์ ซึ่งจะช่วยให้คุณเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ตามตารางเวลาของคุณเอง คุณสามารถเช่ารถได้ที่เวนิส เวโรนา มิลาน โบลซาโน หรือโบโลญญา แล้วขับไปโดโลไมท์ จากนั้นคืนรถที่เมืองเดิมหรือเมืองถัดไปตามแผนการเดินทางของคุณ

*ฟลอเรนซ์ โรม หรือเนเปิลส์อยู่ไกลเกินไป เว้นแต่คุณจะวางแผนเดินทางไปเที่ยวอิตาลีนานกว่านี้โดยแวะเทือกเขาโดโลไมท์ด้วย

สิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อไป เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites)

ในช่วงฤดูร้อน การเดินป่าถือเป็นกิจกรรมที่ดีที่สุดในโดโลไมท์ แต่ถ้าคุณอยากสัมผัสความงามของที่นี่แบบไม่ต้องออกแรงมาก มีกิจกรรมอีกมากมายให้เลือกที่ไม่ต้องพึ่งรองเท้าเดินป่าเลย!

นั่งกระเช้าขึ้นสู่ Cima Tofana

จากสถานีกระเช้าบนยอดเขา คุณจะได้เห็นวิวพาโนรามา 360° ของเทือกเขาโดโลไมท์ และหากเดินต่ออีกเพียงเล็กน้อย จะไปถึงยอด Tofana di Mezzo หนึ่งในจุดสูงสุดของภูเขาในภูมิภาคนี้

Marmolada

นั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นสู่ยอด Marmolada เพื่อชมวิวอลังการจากยอดเขาสูงสุดของโดโลไมท์

Lagazuoi

เที่ยวโดโลไมท์ Lagazuoi

Lagazuoi

ขึ้นกระเช้าจาก Falzarego Pass ไปยังยอด Lagazuoi แล้วชมวิวแบบไม่มีอะไรมาบดบัง และถ้าใครอยากผจญภัยเพิ่มขึ้น ก็สามารถเลือกเดินเท้าลงกลับมายังจุดเริ่มต้นได้

ขับรถชมเส้นทางภูเขาสุดอลังการ

Passo Giau

Passo Giau

Sella Pass

Sella Pass

โดโลไมท์ขึ้นชื่อเรื่องถนนภูเขาสวยระดับโลก ที่ห้ามพลาดคือเส้นทาง Passo Pordoi เส้นทาง Sella Pass และเส้นทาง Passo Giau

ชมทะเลสาบสีฟ้าใสราวกับฝัน

เที่ยวโดโลไมท์ Lago di Braies

Lago di Braies

เที่ยวโดโลไมท์ Lago Federa

Lago Federa

เที่ยวโดโลไมท์ Lago di Misurina

Lago di Misurina

เที่ยวโดโลไมท์ Lago di Carezza

Lago di Carezza

แวะถ่ายรูปและเดินเล่นริมทะเลสาบสวยๆ ที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกันอย่าง Lago di Braies, Lago Federa, Lago di Misurina และ Lago di Carezza

Seceda

Seceda

Seceda

ขึ้นกระเช้าไปที่ Seceda เพื่อชมภาพวิวที่สวยจนเหมือนภาพวาดจากหนึ่งในแลนด์มาร์กที่ต้องมีในกล้องของคุณ

Val di Funes

Val di Funes

พื้นที่เขียวขจีแห่งนี้เป็นหนึ่งในจุดที่สวยที่สุดในโดโลไมท์ คุณจะได้เห็นวิวของ Odle/Geisler Group พร้อมโบสถ์ Santa Maddalena Church เป็นภาพที่งดงามจนแทบหยุดหายใจ

Alpe di Siusi (Seiser Alm)

Alpe di Siusi (Seiser Alm)

Alpe di Siusi (Seiser Alm)

ทุ่งหญ้าอัลไพน์ที่สูงที่สุดในยุโรป เหมาะสำหรับเดินป่าและปั่นจักรยานในฤดูร้อน และเป็นลานสกีสุดฮิตในฤดูหนาว

ตะลุยกินให้ทั่วโดโลไมท์

อาหารที่นี่ผสมผสานรสชาติแบบอิตาเลียน ออสเตรีย และเยอรมันอย่างลงตัว คุณสามารถเลือกรับประทานได้จากทั้งร้านอาหารท้องถิ่นกระท่อมบนเขาไปจนถึงร้านอาหารระดับมิชลิน มีให้เลือกอยู่มากมาย

เล่นสกี

เมื่อหิมะเริ่มโปรยปราย โดโลไมท์ก็กลายเป็นหนึ่งในจุดเล่นสกีที่ดีที่สุดในยุโรปที่เป็นสวรรค์ของนักสกี

เที่ยวโดโลไมท์ (Dolomites) ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่

เทือกเขาโดโลไมท์ถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ราคาค่อนข้างสูงหากเทียบกับเมืองอื่น ๆ ในอิตาลี โดยเฉพาะค่าที่พัก ไม่ว่าจะเป็นในเมืองอย่าง Bolzano หรือ Merano ไปจนถึงที่พักบนภูเขาและสกีรีสอร์ต จะมีราคาสูงกว่ามาตรฐานอิตาลีอย่างชัดเจน หากคุณต้องการพักในที่พักดี ๆ ทานอาหารร้านกลาง ๆ และมีกิจกรรมวันละ 1–2 อย่าง ควรเตรียมงบประมาณขั้นต่ำไว้ที่ประมาณ 9,500 บาท ต่อวัน แต่ถ้าไปเล่นสกีด้วย ตัวเลขนี้จะสูงขึ้นอีกพอสมควร

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณในการ เที่ยวโดโลไมท์:

  • ห้องพักแบบคู่ (Double Room) ประมาณ 6,800–11,700 บาท
  • บัตร Dolomiti Superski Pass (ต่อวัน) ผู้ใหญ่ 75 ยูโร เด็ก 38 ยูโร 
  • ตั๋วโดยสารรถสาธารณะ – ที่พักมักจะให้คุณฟรี
  • กาแฟ 1 ถ้วย ราคาประมาณ 55-75 บาท
  • ดินเนอร์สำหรับ 2 คน ในร้านอาหารแบบพื้นถิ่น ราคาประมาณ 2,200-3,700 บาท
  • เบียร์ที่โรงเบียร์ (1 ไพน์) ราคาประมาณ 200 บาท

เคล็ดลับประหยัดงบ:

  • หากเดินทางช่วง นอกฤดูกาล (เช่น ปลายกันยายน หรือพฤษภาคม) ราคาที่พักจะลดลงพอสมควร
  • ใช้ประโยชน์จากบัตรที่พัก เช่น Guest Card หรือ Dolomiti Card ซึ่งมักรวมบริการขนส่งฟรีและส่วนลดกิจกรรม
  • เลือกพักในเมืองเล็ก ๆ รอบนอก แทนรีสอร์ตชื่อดัง

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเดินป่าตัวยง คนรักภูเขา ตากล้องสายธรรมชาติ หรือแค่นักเดินทางที่อยากหลีกหนีความวุ่นวาย การไป เที่ยวโดโลไมท์ ประเทศอิตาลี จะมอบประสบการณ์ที่มากกว่าแค่ภาพถ่ายสวย ๆ หรือจุดหมายบนแผนที่ ที่นี่คือสถานที่ที่ทำให้คุณ ได้อยู่ใกล้กับธรรมชาติ ที่ทุกฤดูกาลมีเสน่ห์ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือมันจะกลายเป็นความทรงจำที่คุณไม่มีวันลืม ซึ่งการเดินทางไปประเทศอิตาลีนั้น เราจำเป็นต้องขอวีซ่าเชงเก้นก่อนออกเดินทาง โดยคุณสามารถดูวิธีการขอวีซ่าเชงเก้นได้ที่นี่ค่ะ: วิธีขอ วีซ่าเชงเก้น ไปเที่ยวยุโรป และการขอวีซ่าเชงเก้นทุกประเทศนั้น จะต้องมีการทำประกันการเดินทาง ที่มีวงเงินประกันไม่น้อยกว่า 30,000 ยูโรหรือประมาณ 1,500,000 บาท และต้องทำกับบริษัทประกันภัยที่สถานทูตให้การรับรองด้วย นอกจากนี้ประกันเดินทางเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณเที่ยวอิตาลีได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

และหากคุณซื้อประกันการเดินทาง Allianz Travel กรณีที่ยื่นวีซ่าไม่ผ่าน ก็สามารถทำเรื่องขอคืนเงินได้ ด้วยเหตุผลว่ายื่นวีซ่าไม่ผ่านค่ะ*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก: lonelyplanet.com, catsninelives.com, earthtrekkers.com, whereandwander.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

Common tourist scams and how to avoid them

รู้ทันกลโกงมิจฉาชีพในสถานที่ท่องเที่ยว

การได้ไปเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศน่าจะเป็นอีกหนึ่งความฝันของใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นแถบยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่ในเอเชียก็ตาม บางคนอุตส่าห์เตรียมตัวหาข้อมูลเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวไปอย่างดี เพื่อให้การเดินทางครั้งนั้นเป็นสิ่งที่น่าจดจำ แต่บางครั้งระหว่างที่เรากำลังประทับใจกับสถานที่นั้น ๆ ก็มี มิจฉาชีพในสถานที่ท่องเที่ยว เข้ามาร่วมซีน จนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทริปนั้นกลายเป็นฝันร้ายได้ 

วันนี้ Allianz Travel นำกลโกงของ มิจฉาชีพในสถานที่ท่องเที่ยว มาบอกเล่าให้เพื่อน ๆ ได้อ่าน เพื่อให้ระวังตัว และเที่ยวได้อย่างปลอดภัย ซึ่งมิจฉาชีพจะเข้ามาหาเราในรูปแบบใดบ้างมาดูกันเลย

1. มิจฉาชีพที่มาในรูปแบบแก๊งบังคับซื้อ

ในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม จะมีกลุ่มคนที่คอยมองคนที่ไม่ทันระวังตัว และเดินตรงปรี่เข้ามาแบบไม่ให้เราตั้งตัว พร้อมกับยื่นของหรือยัดเยียดใส่มือเรา อย่างเช่น อาหารนกพิราบ ผ้า สิ่งของต่าง ๆ ถ้าเราเผลอรับไป ก็จะโดนเรียกให้จ่ายเงินทันที หากเราไม่จ่าย พวกเขาก็จะเริ่มโวยวาย และพยายามกันไม่ให้เราเดินหนี และอาจจะล้วงกระเป๋าเอาสิ่งของมีค่าไป ในจังหวะที่เรามัวแต่สนใจคนที่โวยวายอยู่ข้างหน้า ฉะนั้น หากเข้าไปในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนเยอะ เราควรมองซ้ายมองขวา ถ้าเห็นใครเดินเข้ามายื่นของให้เรา เราควรรีบเดินหนีทันทีจะดีที่สุด

2. มิจฉาชีพที่มาในรูปแบบตำรวจปลอม

มิจฉาชีพที่มาในรูปแบบตำรวจปลอม

จะทำเป็นเข้ามาขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวของเรา เช่น พาสปอร์ต ซึ่งหากเราเป็นนักท่องเที่ยวที่อยู่ต่างถิ่น ก็อาจรู้สึกตกใจกลัว จนไม่ทันระวัง ตำรวจปลอมเหล่านี้ก็จะชิงกระเป๋าเราหนีไปทันที หรืออาจเข้ามาบอกว่ามีการแพร่ระบาดของธนบัตรปลอม และขอตรวจเงินที่เราพกอยู่ ถ้าเราหยิบกระเป๋าขึ้นมาก็อาจจะโดนฉกชิงไปเลย ดังนั้นหากเราเจอตำรวจเดินเข้ามาหา ก็ให้ระวังไว้สักหน่อย ขอตรวจสอบบัตรประจำตัว หรือสอบถามความผิดของเราให้ชัดเจนเสียก่อน

3. มิจฉาชีพที่มาในรูปแบบการแกล้งทำของหล่น

หากเราเดินเที่ยวอยู่ แล้วเจอคนทำของตก กระจัดกระจาย เราขอแนะนำให้เดินผ่านไปเลย เพราะหากเราเข้าไปช่วยเหลือเก็บของเหล่านั้น จะเป็นจังหวะที่เราไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ซึ่งถือว่าเป็นจังหวะทองของมิจฉาชีพที่สามารถเอาของมีค่าไปจากเราได้ โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

4. มิจฉาชีพที่มาในรูปแบบโจรในคราบนักบุญ

หากเราถือของเยอะ ถือกระเป๋าใบใหญ่ หรือแวะซื้อตั๋วรถไฟตามตู้กดอัตโนมัติ ก็อาจมีมิจฉาชีพเข้ามาแสดงตัวให้ความช่วยเหลือ หากเรายอมให้ช่วยยกของ หรือให้ช่วยซื้อตั๋วให้ ก็อาจเจอการขอค่าตอบแทนทันที ซึ่งหากเราไม่ให้ พวกเขาก็จะส่งเสียงโวยวายใหญ่โตใส่เรา ดังนั้นควรปฎิเสธความช่วยเหลือจากคนที่เราไม่รู้จักตั้งแต่แรกเลยจะดีที่สุด

5. มิจฉาชีพในสถานที่ท่องเที่ยว ที่มาในรูปแบบการสอบถามทาง “ฉันจะไปที่นี่ได้ยังไง?”

มิจฉาชีพในสถานที่ท่องเที่ยว ที่มาในรูปแบบการสอบถามทาง

มิจฉาชีพบางคนมาในรูปแบบถือแผนที่แผ่นใหญ่ๆ ทำตัวเหมือนเป็นนักท่องเที่ยว และเข้ามาถามทางกับเรา หากเราพยายามช่วย และใช้สมาธิไปกับการดูแผนที่ ทำให้มีจังหวะที่เราไม่ทันได้ระวังตัว ก็จะมีมิจฉาชีพอีกคนเข้ามาล้วงกระเป๋า หรือหยิบของของเราไปดื้อๆ ซึ่งหากพบเจอก็ให้เดินหนีไปเลยดีที่สุด

6. มิจฉาชีพในสถานที่ท่องเที่ยว ที่มาในรูปแบบการขอให้ช่วยถ่ายรูปให้หน่อย

มิจฉาชีพในคราบนักท่องเที่ยวอีกประเภทหนึ่งจะเดินเข้ามายื่นกล้องให้คุณช่วยถ่ายรูปให้ หากคุณใจดีรับกล้องมาเพื่อที่จะถ่ายรูปให้ และในขณะที่ถ่ายอยู่ ก็จะไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่ว่าในจังหวะที่เราส่งกล้องคืนเท่านั้นแหละ มิจฉาชีพจะแกล้งทำกล้องตก แล้วโวยวายเสียงดัง เพื่อเรียกร้องให้เราจ่ายค่าเสียหาย

7. มิจฉาชีพที่มาในรูปแบบอาสาสมัครถ่ายรูปให้ไหม

มิจฉาชีพที่มาในรูปแบบอาสาสมัครถ่ายรูปให้

มิจฉาชีพบางคนจะแกล้งทำเป็นคนมีน้ำใจ เมื่อเห็นว่าเรากำลังถ่ายรูป ก็อาจเดินเข้ามาอาสาเป็นคนถ่ายรูปให้ และเมื่อถ่ายรูปให้เราเสร็จแล้ว มิจฉาชีพก็จะขอเงินค่าถ่ายรูปกับเราทันที หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือเอากล้องสุดรักของเราวิ่งหนีหายไปเลย

8. มิจฉาชีพในสถานที่ท่องเที่ยว ที่มาในรูปแบบของขอทานปลอม

มิจฉาชีพในสถานที่ท่องเที่ยว ที่มาในรูปแบบของขอทานปลอม

บางคนใช้ความขี้สงสารของคนเป็นเครื่องมือ แต่งตัวเหมือนขอทานมาขอเงินนักท่องเที่ยว หากเราหยิบกระเป๋าเงินออกมา ก็อาจจะถูกชิงไปจากมือแล้ววิ่งหนี หรือมีอีกกรณีคือหากเราส่งเงินไปให้ 1 คน ก็จะมีขอทานคนอื่นมารุมล้อม จนเราไม่สามารถเดินไปไหนได้จนกว่าจะให้เงิน และท้ายที่สุดก็อาศัยจังหวะชุลมุนล้วงกระเป๋าเราไปอีกด้วย

9. มิจฉาชีพที่มาในรูปแบบการขายตั๋วปลอม

สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งจะต้องมีการซื้อตั๋วเข้าชม ซึ่งจะมีมิจฉาชีพบางกลุ่มนำตั๋วปลอมมาขายในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ ซึ่งหากเราหลงกลซื้อเพราะคิดว่าสามารถประหยัดเงินได้ แต่กลับกลายเป็นว่าตั๋วที่ได้มาเป็นของปลอมที่ไม่สามารถใช้งานได้ และจะต้องเสียเงินซื้อตั๋วใหม่อีกครั้ง

10. มิจฉาชีพที่มาในรูปแบบองค์กรช่วยเหลือสังคม

แก๊งมิจฉาชีพบางแก๊งจะทำตัวเหมือนเป็นองค์กรที่ช่วยเหลือสังคม เข้ามาโน้มน้าวพูดข้อมูลยาวเหยียด พร้อมให้ช่วยลงชื่อสนับสนุน ถ้าเรามัวแต่ให้ความสนใจไปกับเรื่องราวที่พวกนี้เล่าให้ฟัง ก็จะเป็นเป้าหมายให้มิจฉาชีพที่รออยู่เข้ามาล้วงกระเป๋า โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้

11. มิจฉาชีพที่มาในรูปแบบการขอเงินทอนจากการซื้อตั๋วจากตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ

มิจฉาชีพที่มาในรูปแบบการขอเงินทอนจากการซื้อตั๋วจากตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ

มิจฉาชีพกลุ่มสุดท้ายจะรอจังหวะที่คุณซื้อตั๋วจากตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติตามที่ต่างๆ แล้วก็จะเข้ามาขอเงินคุณแบบไม่อายฟ้าอายดินกันเลยทีเดียว หากคุณไม่ยอมให้ ก็จะโวยวายเสียงดัง ทางทีดีหากพบเจอก็ให้เดินหนี หรือเปลี่ยนที่ซื้อตั๋วเลยจะเป็นการดีที่สุด

12. มิจฉาชีพในรูปแบบทำงานกันเป็นแก๊ง

มิจฉาชีพเหล่านี้มักจะวางแผนร่วมกันเป็นระบบ ทำงานกันเป็นทีม คนหนึ่งทำทีเดินชน/เบี่ยงเบนความสนใจ อีกคนแอบล้วงกระเป๋า หรือขโมยของ อีกคนทำหน้าที่คอยดูต้นทาง เป้าหมายหลักของมิจฉาชีพรูปแบบนี้คือ นักท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวมักจะไม่รู้เส้นทาง ไม่ระวังตัว พกเงินสดและของมีค่า รูปแบบที่พบบ่อยมีดังนี้:

มิจฉาชีพล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยว

1. ล้วงกระเป๋า: ใช้ความแออัด เช่น บนรถไฟใต้ดิน สถานีรถไฟ จุดแลนด์มาร์กตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เป็นต้น
2. ปลอมตัวเป็นนักสำรวจหรือผู้ขอเงิน: เดินเข้ามายื่น clipboard ให้เซ็นชื่อ แล้วขโมยของ
3. ทำทีว่าเจอของตก: ทำแหวนตก แล้วหลอกเอาเงิน
4. ทำให้สกปรกแล้วเสนอช่วยเช็ด: ใช้ของสกปรก ใช้ซอสหรือกาแฟพ่นใส่เสื้อ แล้วทำทีเข้ามาช่วย
5. กระชากกระเป๋า หรือของมีค่า: โดยเฉพาะในจุดเปลี่ยว หรือระหว่างนั่งรับประทานอาหารกลางแจ้ง
6. ขโมยในที่พัก หรือ โฮสเทล: บางคนแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวเหมือนกันแล้วเข้าไปขโมยของในที่พัก
7. ใช้เด็กหรือผู้หญิงเป็นเหยื่อล่อ: สร้างความน่าสงสาร เช่น อุ้มเด็กมาขอเงิน หรือมาขอความช่วยเหลือ

วิธีป้องกันตัวจากมิจฉาชีพ

1. อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า แม้จะดูเป็นมิตร
2. สะพายกระเป๋าไว้ข้างหน้า ไม่วางกระเป๋าไว้บนโต๊ะ/เก้าอี้
3. ระวังตัวเป็นพิเศษบนรถไฟใต้ดินและสถานีรถไฟ
4. ของมีค่า เช่น มือถือ พาสปอร์ต เงินสด ควรเก็บในกระเป๋าซ่อนไว้ข้างใน
5. ถ่ายรูปพาสปอร์ตเก็บไว้ และเก็บสำเนาแยกไว้ด้วย
6. หมั่นสังเกตคนรอบข้าง และอย่าหลงกลความวุ่นวายที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดขึ้นมาเฉย ๆ

จะเห็นได้ว่ากลโกงที่เหล่ามิจฉาชีพใช้มักมาจากความเมตตาใจดีของนักท่องเที่ยว ฉะนั้น หากเราเดินทางท่องเที่ยวไม่ว่าจะไปคนเดียวหรือไปเป็นกลุ่ม เราก็ควรระมัดระวังตัวเองให้ดี ปิดกระเป๋าให้แน่นสนิทและเก็บไว้ใกล้ตัวตลอดเวลา และถึงแม้จะดูใจร้ายใจดำแต่การที่เราทำตัวไม่สนใจคนอื่น หรือไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์รอบข้างก็เป็นวิธีที่ทำให้เราปลอดภัยห่างไกลจากมิจฉาชีพได้ และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีพร้อมติดตัวไว้คือประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณเที่ยวต่างประเทศได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่ 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

เลือกแผนประกันการเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ แผนประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

เที่ยวอิตาลี 10 เมืองยอดนิยม สัมผัสดินแดนแห่งศิลปะและประวัติศาสตร์ระดับโลก

เที่ยวอิตาลี 10 เมืองยอดนิยม ดินแดนแห่งศิลปะและประวัติศาสตร์ระดับโลก

อิตาลีเป็นประเทศที่กว้างใหญ่และเปี่ยมไปด้วยความหลากหลาย ตั้งแต่ยอดเขาแอลป์ทางตอนเหนือที่ปกคลุมด้วยหิมะ ไปจนถึงแสงแดดอบอุ่นของทางใต้ที่มีชีวิตชีวา ทุกภูมิภาคล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งประวัติศาสตร์อันยาวนาน วัฒนธรรมที่ฝังรากลึก และอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย หากคุณมีเวลาจำกัดและไม่สามารถตระเวน เที่ยวอิตาลี ได้ทั่วประเทศได้ในทริปเดียว การเลือกว่าจะไปที่ไหนก่อนอาจกลายเป็นเรื่องหนักใจ เพราะอิตาลีเต็มไปด้วยจุดหมายที่น่าไปเยือนไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างโรม เวนิส หรือฟลอเรนซ์ ไปจนถึงเกาะเล็ก ๆ ริมชายฝั่งที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักอย่างอิสเกีย หรือแหล่งท่องเที่ยวสุดตระการตาอย่างเกาะคาปรีและทะเลสาบโคโม

Allianz Travel รวบรวม 10 สถานที่ท่องเที่ยวในอิตาลีที่เราคิดว่าดีที่สุดมาแบ่งปันกัน คุณสามารถเลือกวางแผนตามความสนใจ ไม่ว่าจะอยากสัมผัสบรรยากาศเมืองเก่า เดินเล่นริมทะเลสาบ หรือหลงใหลในศิลปะและอาหารท้องถิ่น มาดูกันว่าอิตาลีมีอะไรให้คุณหลงรักบ้าง!

1. โรม (Rome)

เมืองหลวงแห่งประวัติศาสตร์ เสน่ห์ไม่สิ้นสุดในอิตาลี

เที่ยวอิตาลี วิหารแพนธีออน (Pantheon)

วิหารแพนธีออน (Pantheon)

เที่ยวอิตาลี โรมันฟอรัม (Roman Forum)

โรมันฟอรัม (Roman Forum)

โรม เมืองหลวงของอิตาลีได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งเนินเขาทั้งเจ็ด” เป็นจุดหมายในฝันของใครหลายคนในการมา เที่ยวอิตาลี เมืองนี้ไม่ได้มีแค่ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีบรรยากาศสุดโรแมนติกและเสน่ห์ที่สัมผัสได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่คุณมาถึง

การเดินเที่ยวในโรมเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในยุคของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ออกตาเวียน หรือ จูเลียส ซีซาร์ หรือ ฮาเดรียน เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างในยุคนั้นยังคงตั้งตระหง่านอยู่จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นวิหารแพนธีออน (Pantheon) โรมันฟอรัม (Roman Forum) หรือโบสถ์เก่าแก่หลายแห่งที่เต็มไปด้วยรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่ง คนรักศิลปะต้องไม่พลาดพิพิธภัณฑ์วาติกัน ซึ่งเต็มไปด้วยผลงานชิ้นเอกระดับโลก ส่วนสายกินก็บอกได้เลยว่า โรมคือสวรรค์ของนักชิม ไม่ว่าจะเป็นพาสต้ารสชาติแบบอิตาเลียนแท้ ๆ พิซซ่าหน้ากรอบ หรือไอศกรีมเจลาโตเนื้อเนียนละมุนลิ้นที่หาทานที่ไหนก็ไม่เหมือน

แม้โรมจะเต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีต แต่เมืองนี้ก็ยังมีความทันสมัยไม่แพ้ใคร ด้วยร้านแบรนด์หรูระดับโลก โรงแรมดีไซน์เท่ และร้านอาหารสุดชิคที่แฝงกลิ่นอายความคลาสสิกได้อย่างลงตัว โรมจึงเป็นเมืองที่รวมทั้งความเก่าและความใหม่ไว้อย่างกลมกลืน ถ้าคุณกำลังมองหาจุดหมายที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า วิวสวย อาหารอร่อย และแรงบันดาลใจ โรมคือเมืองที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

2. ฟลอเรนซ์ (Florence)

เมืองแห่งศิลปะ ประวัติศาสตร์ และมนต์เสน่ห์ไม่รู้ลืม

ฟลอเรนซ์ (Florence)
เที่ยวอิตาลี ฟลอเรนซ์ (Florence)

ฟลอเรนซ์ มีชื่อเป็นภาษาอิตาเลียนว่า Firenze เป็นเมืองหลวงของแคว้นทัสคานี (Tuscany) ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเนินเขา พื้นที่อาจมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่เต็มไปด้วยร่องรอยอันยิ่งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ ฟลอเรนซ์ คือแหล่งกำเนิดของยุคเรอเนซองซ์ เคยเป็นหนึ่งในนครที่ร่ำรวยที่สุดในยุคกลาง เป็นบ้านของตระกูลเมดิชีผู้ทรงอิทธิพล และเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินชื่อก้องโลกอย่างมิเคลันเจโล (ไมเคิลแองเจโล) ผู้สร้างสรรค์รูปปั้น David และบรูเนลเลสกี (ผู้ออกแบบโดมของมหาวิหารแห่งฟลอเรนซ์) นอกจากนี้ แบรนด์แฟชั่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิตาลีอย่าง Gucci, Salvatore Ferragamo, Emilio Pucci, stefano Ricci และ Roberto Cavalli ก็ถือกำเนิดที่นี่ด้วย

เสน่ห์ของฟลอเรนซ์ไม่ได้มีแค่ศิลปะเรอเนซองซ์เท่านั้น ยังมีพระอาทิตย์ตกแสนโรแมนติก อาหารอิตาเลียนแสนอร่อย และบรรยากาศละมุนที่ทำให้คุณตกหลุมรักได้ง่าย ๆ หากอยากสัมผัสเมืองนี้อย่างลึกซึ้ง แนะนำให้ลองเที่ยวกับไกด์ท้องถิ่น ที่จะพาคุณเปิดมุมมองใหม่ ๆ ของฟลอเรนซ์ และทำให้เวลาของคุณที่นี่คุ้มค่าอย่างที่สุด

3. เวนิส (Venice)

เมืองแห่งสายน้ำและมนต์เสน่ห์ที่ไม่มีที่ใดเหมือน

เที่ยวอิตาลี เวนิส (Venice)

เวนิส (Venice)

มหาวิหารเซนต์มาร์ก (St. Mark’s Basilica)

เวนิส หรือเวเนเซีย (Venezia) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี เป็นเมืองที่มีความสวยงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้อีกด้วย เมืองเวนิสสร้างขึ้นด้วยการเชื่อมต่อเกาะเล็ก ๆ กว่า 100 แห่งในทะเลสาบเวนิส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียติด ด้วยสะพานกว่า 400 แห่งและคลองกว่า 170 สาย ทำให้การเดินทางภายในเมืองนี้ต้องใช้เรือหรือเดินเท้าเป็นหลัก และที่นี่เป็นเมืองปลอดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป

การเดินชมเมืองเวนิสคือการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น คุณต้องเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยแคบ ๆ เพื่อชมอาคารบ้านเรือนสไตล์โบราณ ร้านค้า ที่เที่ยวสำคัญต่าง ๆ โดยการข้ามสะพานเล็ก ๆ ที่เชื่อมต่อกัน ถึงแม้ว่าคุณจะมีแผนที่ในมือ แต่ก็อาจไม่ได้ช่วยมากนัก ซึ่งการหลงทางเป็นเรื่องปกติ แต่ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเวนิส

พระราชวังดอจ (Doge's Palace)

พระราชวังดอจ (Doge’s Palace)

หอศิลป์ Gallerie dell'Accademia

หอศิลป์ Gallerie dell’Accademia

เวนิสมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย เช่น มหาวิหารเซนต์มาร์ก (St. Mark’s Basilica) พระราชวังดอจ (Doge’s Palace) หอศิลป์ Gallerie dell’Accademia ที่จัดแสดงผลงานของศิลปินชื่อดังอย่าง Titian และ Veronese และโรงละคร La Fenice ที่มีการแสดงโอเปราระดับโลก

หากคุณมีเวลา คุณควรเดินทางไปเที่ยวเกาะใกล้เคียงอย่างเกาะ Murano ที่มีชื่อเสียงด้านการเป่าแก้ว บ้านเรือนสีสันสดใสและงานลูกไม้ และเกาะ Lido ที่มีชายหาดสวยงาม ซึ่งการเดินทางไปยังเกาะเหล่านี้สามารถเดินทางได้โดยเรือ Vaporetto ซึ่งเป็นเรือโดยสารสาธารณะของเวนิส

เวนิสเป็นเมืองที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตหากเราได้มา เที่ยวอิตาลี ไม่ว่าคุณจะมาเพื่อสัมผัสบรรยากาศโรแมนติก ชื่นชมศิลปะและสถาปัตยกรรม หรือเพียงแค่เดินเล่นตามตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ เวนิสจะมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับคุณเสมอ

4. ชิงเคว แตร์เร (Cinque Terre)

ดินแดนห้าหมู่บ้านริมผาชายฝั่งที่ต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิต

ชิงเคว แตร์เร มีความหมายว่า “ดินแดนทั้งห้า” เป็นกลุ่มหมู่บ้านเล็ก ๆ สีพาสเทลหลากสีสันโดดเด่นสะดุดตา 5 แห่งที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งแคว้นลิกูเรีย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี ประกอบด้วยหมู่บ้านริโอมัจจอร์เร (Riomaggiore) หมู่บ้านมานาโรลา (Manarola) หมู่บ้านคอร์นีเลีย (Corniglia) หมู่บ้านเวร์นาซซา (Vernazza) และหมู่บ้านมอนเตรอสโซ อัล มาเร (Monterosso al Mare) นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ต่างตกหลุมรักกับสถาปัตยกรรมของหมู่บ้านที่ออกแบบได้อย่างมีเอกลักษณ์ งดงาม เรียงตัวลดหลั่นไปตามไหล่เขาที่ทอดยาว ดูราวกับกำลังเดินอยู่ในดินแดนแห่งจินตนาการ  วิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านก็เรียบง่าย เนิบช้า คุณสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติ อาหารทะเลอร่อย ไร่องุ่น ไวน์และสวนมะกอก รวมถึงเส้นทางเดินเขาสุดตื่นตา ที่พาดผ่านหน้าผาและชายฝั่งทะเลที่สวยเกินจะบรรยาย

หมู่บ้านริโอมัจจอร์เร (Riomaggiore)

หมู่บ้านริโอมัจจอร์เร (Riomaggiore)

หมู่บ้านมานาโรลา (Manarola)

หมู่บ้านมานาโรลา (Manarola)

หมู่บ้านคอร์นีเลีย (Corniglia)

หมู่บ้านเวร์นาซซา (Vernazza)

หมู่บ้านเวร์นาซซา (Vernazza)

หมู่บ้านมอนเตรอสโซ อัล มาเร (Monterosso al Mare)

หมู่บ้านมอนเตรอสโซ อัล มาเร (Monterosso al Mare)

ปัจจุบันหมู่บ้านทั้งห้าเชื่อมถึงกันด้วยเส้นทางรถไฟ และกลายเป็นอุทยานแห่งชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย เพราะทิวทัศน์ที่นี่สวยราวกับภาพวาด

แม้คุณจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วันในการเที่ยวชิวเคว แตร์เร จนทั่ว แต่หลายคนก็มักแวะมาที่นี่เพื่อพักผ่อน หลังจากตะลุยเที่ยวเมืองใหญ่ ๆ อย่างโรมหรือฟลอเรนซ์ ที่เต็มไปด้วยผู้คนและชมงานศิลปะแบบเข้มข้น

ถ้าไม่อยากยุ่งยากเรื่องการเดินทาง ที่นี่ก็มีทัวร์แบบไปเช้าเย็นกลับจากเมืองใกล้เคียงให้เลือกมากมาย ถือเป็นตัวเลือกที่สะดวกมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีเวลาจำกัด แต่ก็ไม่อยากพลาดประสบการณ์สุดพิเศษของชายฝั่งอิตาลีแห่งนี้

5. ชายฝั่งอมาลฟี่ (Amalfi Coast)

สวรรค์ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่สวยเกินห้ามใจ

ชายฝั่งอมาลฟี เป็นแนวชายฝั่งที่ทอดยาวไปตามอ่าว Salerno บนทะเล Tyrrhenian ตั้งอยู่ในแคว้นกัมปาเนีย อยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ครอบคลุมระยะทางประมาณ 55 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยเมืองต่าง ๆ ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมยุคกลาง มีสีสันสดใสและเสน่ห์ที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ บริเวณนี้ยังมีธรรมชาติที่หลากหลาย และเต็มไปด้วยภูเขาริมทะเลสูงชัน หมู่บ้านสีสันสดใสที่เกาะอยู่ตามหน้าผา และท้องทะเลสีเทอร์ควอยซ์ที่งดงามราวภาพวาด เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเส้นทาง เที่ยวอิตาลี ที่ตราตรึงใจมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้ชายฝั่งอมาลฟี ได้รับการขึ้นทะเบียนขาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก

ชายฝั่งอมาลฟี่ (Amalfi Coast)

แค่ได้เห็นภาพแรกของชายฝั่งอมาลฟี Amalfi Coast ก็อาจทำให้คุณรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่บนสวรรค์ และนี่แหละคือมนต์เสน่ห์ของชายฝั่งอิตาลีแห่งนี้ ที่ทำให้ผู้คนกว่า 5 ล้านคนต่อปีหลั่งไหลกันมาสัมผัสความงดงามไม่รู้ลืม

หมู่บ้านริมชายฝั่งทั้งหมด 13 แห่งถูกเชื่อมต่อด้วยทางหลวงหมายเลข SS163 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางขับรถที่สวยที่สุดในโลก แต่ละเมืองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป:

  • โพสิตาโน (Positano): หมู่บ้านสีพาสเทลสุดโรแมนติกที่ดึงดูดเหล่าเซเลบและนักเดินทางผู้รักความหรูหรา ด้วยรีสอร์ทริมผาสุดอลังการและร้านอาหารอิตาเลียนระดับพรีเมียม
  • อมาลฟี (Amalfi): เมืองท่าเก่าแก่ที่สุดของอิตาลี ที่เคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าทางทะเลในอดีต
  • ราวิลโล (Ravello): เมืองเล็กบนไหล่เขาที่เหมาะสำหรับคนชอบวิวตระการตา วิลล่าโบราณ และบรรยากาศเงียบสงบที่แสนพิเศษ
  • ปราอาโน (Praiano): สวรรค์ของคนรักทะเล ที่ชายหาดยังคงสงบเงียบและเป็นส่วนตัว
  • มิโนริ (Minori): จุดหมายของสายกิน เพราะที่นี่คือบ้านของพาสต้าที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
  • เชตารา (Cetara): เมืองชาวประมงเล็ก ๆ ที่คุณสามารถแวะชมป้อมปราการยุคโบราณ ซึ่งตามตำนานว่าก่อตั้งโดยเฮอร์คิวลิสเอง!
โพสิตาโน (Positano)

โพสิตาโน (Positano)

ราวิลโล (Ravello)

ปราอาโน (Praiano)

ปราอาโน (Praiano)

เชตารา (Cetara)

เชตารา (Cetara)

ไม่ว่าคุณจะเลือกเดินทางผ่านชายฝั่งอมาลฟีด้วยวิธีใด จะขับรถ วิ่งเส้นทางเลียบเขา หรือแวะพักตามหมู่บ้านต่าง ๆ รับรองได้ว่าความงามของที่นี่จะติดตรึงอยู่ในใจคุณไปอีกนานแสนนาน

6. ซิซิลี (Sicily)

มรดกแห่งเกาะทางใต้ ตำนานมาเฟียแห่งอิตาลี

ซิซิลี ดินแดนที่อบอวลไปด้วยตำนานเทพเจ้ากรีกโบราณ เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีรูปร่างคล้ายสามเหลี่ยม ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลี ล้อมรอบด้วยทะเลไทร์เรเนียน เมดิเตอร์เรเนียน และไอโอเนียน มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 4,000 ปี และเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมจากหลายอารยธรรม เนื่องจากเคยถูกปกครองโดยมหาอำนาจสมัยโบราณหลายชนชาติ ทั้งกรีก โรมัน อาหรับ นอร์แมน เยอรมัน ฝรั่งเศส และสเปน ซึ่งสะท้อนผ่านโบสถ์ วิหาร และแหล่งโบราณคดีที่กระจายอยู่ทั่วเกาะ นอกจากนั้น ซิซิลียังมีความสวยงามทางธรรมชาติ และยังเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟเอตนา (Mount Etna) ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นและสูงที่สุดในยุโรป ล้วนเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก

ซิซิลี (Sicily)

ภูเขาไฟเอตนา (Mount Etna)

ภูเขาไฟเอตนา (Mount Etna)

เที่ยวอิตาลี ซิซิลี (Sicily)

ฤดูร้อนที่นี่เหมาะสำหรับการปีนเขาเพื่อชมวิวจากยอดเอตนา ส่วนฤดูหนาวก็สามารถเล่นสกีบนลานหิมะที่ปกคลุมภูเขาไฟได้อย่างน่าตื่นเต้น ลองจินตนาการถึงเกาะเขตร้อนที่มีคลื่นทะเลซัดเข้าหาฝั่งทรายอย่างอ่อนโยน แสงแดดส่องประกายบนผิวน้ำทะเลที่ระยิบระยับ และภูเขาไฟที่พ่นไอน้ำอยู่ไกล ๆ เพิ่มความงดงามด้วยเนินเขาเขียวขจีที่มีซากปรักหักพังจากยุคโบราณ และอย่าลืมลิ้มรสอาหารทะเลสดใหม่ พาสต้าแสนอร่อย และของหวานที่หรูหรา ทั้งหมดนี้คือซิซิลีสวรรค์ที่อบอุ่นและผ่อนคลาย พร้อมด้วยวิถีชีวิตแบบอิตาเลียนที่เน้นอาหารและความรักในชีวิต เป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติ วัฒนธรรม และอาหารอิตาเลียนแท้ ๆ ในบรรยากาศที่เงียบสงบและไม่วุ่นวาย

7. ทัสคานี (Tuscany)

ดินแดนที่เต็มไปด้วยอารยธรรมโบราณ เพชรเม็ดงามแห่งอิตาลี

ทัสคานี แคว้นขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในอิตาลี เป็นถิ่นกำเนิดยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา อารยธรรมโบราณของชาวอิทรูเรีย เมืองเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง ทุ่งหญ้าที่กว้างไกล สุดลูกหู ลูกตา ต้นไซเปรสที่เรียงรายอย่างสง่างาม เนินเขาที่ทอดยาว และไร่องุ่นที่กว้างใหญ่ ที่นี่คือสวรรค์สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง เวลาที่นี่ดูเหมือนจะเดินช้าลง และไม่มีวิธีใดจะผ่อนคลายไปกว่าการจิบไวน์หรือรับประทานญ็อกกีโฮมเมดใต้แสงแดดของทัสคานี

ซานจิมิญาโน (San Gimignano)

ซานจิมิญาโน (San Gimignano)

ปิซา (Pisa)

ชนบทของทัสคานีมอบทิวทัศน์ที่งดงามให้กับนักเดินทาง พร้อมด้วยวิลล่าและปราสาทที่โรแมนติก ซึ่งมักจะมีโรงบ่มไวน์และร้านอาหารชั้นเลิศอยู่ภายใน อย่าพลาดการเยือนเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบอย่างซานจิมิญาโน (San Gimignano) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก เมืองนี้มีชื่อเสียงจากหอคอยยุคกลางที่ยังคงรักษาไว้ได้อย่างดี นอกจากนี้ เมืองต่างๆ ในทัสคานี เช่น ปิซา (Pisa) ซึ่งมีมากกว่าเพียงแค่หอเอน และเซียนา (Siena) ก็อยู่ไม่ไกลจากจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างโบโลญญา (Bologna) และชิงเกวแตร์เร (Cinque Terre) เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศโดยไม่ต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานเกินไป

ทัสคานีคือดินแดนที่ผสมผสานระหว่างธรรมชาติ วัฒนธรรม และอาหารอิตาเลียนอย่างลงตัว ไม่ว่าคุณจะเป็นนักชิม นักประวัติศาสตร์ หรือเพียงแค่มองหาสถานที่พักผ่อน ทัสคานีก็พร้อมต้อนรับคุณด้วยอ้อมแขนที่อบอุ่นและทิวทัศน์ที่งดงามเกินบรรยาย

8. ซาร์ดิเนีย (Sardinia)

สัมผัสกับความหรูหราหรือเรียบง่ายที่คุณเลือกได้

เกาะซาร์ดิเนียเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอิตาลี ตั้งอยู่ทางตะวันตกของแผ่นดินอิตาลี ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยพื้นที่กว่า 24,000 ตารางกิโลเมตร คุณจะได้พบกับชายหาดขาวละเอียดที่งดงาม น้ำทะเลสีมรกต และอ่าวเล็กอ่าวน้อยที่โอบล้อมด้วยเรือยอร์ชสุดหรู ไปจนถึงชีวิตเรียบง่ายในหมู่บ้านยุคกลาง ที่ชาวซาร์ดิเนียยังคงเลี้ยงแกะตามประเพณี สวมชุดพื้นเมือง และรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้

นอกจากชายฝั่งสุดเพอร์เฟ็กต์แล้ว คุณยังจะได้พบซากปรักหักพังยุคโบราณอย่าง Su Nuraxi di Barumini ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก สะท้อนภาพอดีตอันลึกลับของชาวนูราชิที่สร้างโครงสร้างหินล้อมรอบตัวเมือง

ซาร์ดิเนีย (Sardinia)

ซาร์ดิเนีย (Sardinia)

Su Nuraxi di Barumini

Su Nuraxi di Barumini

คุณจะได้เพลิดเพลินกับอาหารและไวน์อิตาลีที่ดีที่สุด สำรวจวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นแสนอร่อย ตั้งแต่พาสต้าโฮมเมดสไตล์ซาร์ดิเนีย อาหารทะเลสด จับคู่กับไวน์พื้นเมือง จากนั้นออกผจญภัยดำน้ำตื้นดูฝูงปลาสีสันสดใส หรือขับรถลัดเลาะเข้าไปในใจกลางเกาะ สัมผัสหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีฟาร์มแกะ บ้านเรือนสีขาว และภูเขาสีเขียวทอดตัวสุดลูกหูลูกตา

ไม่ว่าคุณจะมองหาความหรูหราแบบราชวงศ์ หรือความเรียบง่ายแบบชนบท ซาร์ดิเนียพร้อมมอบประสบการณ์ที่คุณจะจำไม่ลืมแน่นอนค่ะ!

9. คาปรี (Capri)

เกาะในฝัน…สวรรค์ริมอ่าวเนเปิลส์

เกาะคาปรี ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของอิตาลี เปรียบเสมือนเกาะสวรรค์ของอิตาลี ที่มีทั้งธรรมชาติที่สวยงาม อาหารอร่อย และความน่าสนใจของเมือง ตลอดหลายศตวรรษ ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดหรู และที่พักตากอากาศ ที่ทั้งมหาเศรษฐี ดารา นักการเมือง และเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังมักจะแวะมาพักผ่อน ด้วยทิวทัศน์สุดประทับใจและความโรแมนติกที่ไม่เหมือนใคร คุณจะได้เห็นแสงอาทิตย์สาดกระทบผืนน้ำจนกลายเป็นสีน้ำเงินเข้มดุจอัญมณี ทุกช่วงเวลาบนผืนน้ำรอบเกาะคาปรีล้วนช่างอัศจรรย์

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีแสงแดดอุ่น ๆ เกือบทั้งปี และที่สำคัญ เกาะคาปรียังมีชื่อมานานว่าเป็นบ้านของไวน์รสเลิศและอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนรสหรู เหล่านี้คือส่วนผสมที่ทำให้เกาะสวรรค์แห่งนี้มีผู้มาเยือนมากมาย

หากคุณมาเยือนคาปรีในฤดูกาลแห่งปาร์ตี้ คุณจะได้เห็นบรรดาคนดังสวมใส่ชุดหรู ๆ ของดีไซเนอร์เบอร์ต้น ๆ ของโลกมาประชันกัน จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรแปลกใจที่ย่านดาวน์ทาวน์ของเกาะแห่งนี้จะเป็นที่ตั้งของร้านสินค้าแบรนด์เนมสุดหรูอยู่มากมาย และความหรูของคาปรีอีกอย่างหนึ่งก็คือโรงแรมที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในที่สุดของยุโรปตั้งอยู่ที่นี่ นั่นก็คือ โรงแรมลา สกาลินาเตลลา (Hotel La Scalinatella) ที่ขึ้นชื่อทั้งความหรูหราและบรรยากาศแสนโรแมนติก 

ดั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะมาแค่วันเดียวหรือค้างคืนหลายคืน คาปรีก็พร้อมมอบเสน่ห์ที่คุณจะหลงรัก ตั้งแต่ความเงียบสงบไปจนถึงความหรูหราระดับห้าดาว ที่ทำให้คุณต้องอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง

10. มิลาน (Milan)

เดินชิล ช้อปปิ้ง จิบกาแฟ ในเมืองแฟชั่นระดับโลก

มิลาน หรือ Milano ในภาษาอิตาเลียน เป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอิตาลี เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการค้า นิทรรศการใหญ่ ๆ ประวัติศาสตร์ศิลปะและวัฒนธรรมที่หลากหลาย และได้ชื่อว่าเป็นเมืองผู้นำแฟชั่นระดับแนวหน้าของโลก ที่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางธุรกิจแฟชั่นที่มีความทันสมัยไม่แพ้เมืองปารีส และนิวยอร์ก ถ้าพูดถึง ‘มิลาน’ คุณจะนึกถึงรันเวย์แฟชั่น โชว์สุดหรู และแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Giorgio Armani, Prada, Versace ซึ่งมีบทบาทสำคัญใน Milan Fashion Week ที่จัดขึ้นทุกปี แต่เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่เรื่องแฟชั่นเท่านั้น มิลานยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมงดงาม ตั้งแต่ มหาวิหารดูโอโม (Duomo di Milano) สไตล์โกธิกที่อลังการ ไปจนถึง Teatro alla Scala โรงโอเปราระดับโลก และ Castello Sforzesco ปราสาทยุคเรเนอซองส์ที่ภายในมีพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการอีกกว่า 10 แห่ง

มหาวิหารดูโอโม (Duomo di Milano)

มหาวิหารดูโอโม (Duomo di Milano)

โรงโอเปราระดับโลก Teatro alla Scala

ปราสาทยุคเรเนอซองส์ Castello Sforzesco

มิลานเป็นเมืองที่เดินเที่ยวได้ง่าย คุณจะเพลิดเพลินกับแหล่งช้อปปิ้งสุดหรูที่ตกแต่งอย่างสวยงาม จิบกาแฟอิตาเลียนแท้  หรือแวะกินขนม biscotti และ cappuccino ริมทาง

ไม่ว่าคุณจะมามิลานเพื่อแฟชั่น ศิลปะ กีฬา หรือแค่เดินเล่นชิล ๆ เมืองนี้ก็พร้อมมอบประสบการณ์หลากอารมณ์ที่คุณจะประทับใจไม่รู้ลืมค่ะ!

หากคุณหลงใหลในประวัติศาสตร์ ชื่นชอบอาหารอิตาเลียนแท้ อยากพักผ่อนริมทะเล หรือใฝ่ฝันจะเดินเล่นในเมืองเก่า อิตาลีก็มีสถานที่ที่ตอบโจทย์คุณเสมอ วางแผนการเดินทางให้ดี แล้วออกไปสัมผัสเสน่ห์ของอิตาลีในแบบที่คุณชอบกันเลยค่ะ และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีพร้อมติดตัวไว้คือประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณเที่ยวอิตาลีได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก: travel.usnews.com, audleytravel.com, guidester.com

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

Thailand Passport Office in Bangkok and Metropolitan Region

8 สถานที่ทำพาสปอร์ต ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ช่วงนี้หลายคนเริ่มวางแผนสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศกันแล้ว แต่อย่าลืม!! ตรวจสอบวันหมดอายุของพาสปอร์ต (Passport) กันด้วยนะคะ ถ้าพาสปอร์ตหมดอายุ หรือมีอายุเหลือไม่ถึง 6 เดือน เราต้องดำเนินการทำพาสปอร์ตใหม่ แล้วถ้าเราต้องการทำพาสปอร์ตในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเราจะสามารถทำได้ที่ไหนบ้าง? วันนี้ Allianz Travel ได้นำข้อมูล สถานที่ทำพาสปอร์ต (Passport) หรือ หนังสือเดินทางในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มาฝากทุกคนกันค่ะ ไปดูกันเลยว่ามีที่ไหนกันบ้าง

1. กรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ

วันทำการ : เปิดบริการจันทร์ – ศุกร์ (เวลา 08.30 – 16.30 น.)

ที่อยู่ : 123 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210

โทรศัพท์ : Call Center 02 572 8442 หรือ 02 203 5000 กด 1 เพื่อติดต่อกรมการกงสุล

Google Map : https://maps.app.goo.gl/YT4WgiB77qDm6Wfg6

2. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางนา – ศรีนครินทร์

วันทำการ : เปิดบริการจันทร์ – ศุกร์ (เวลา 08.30 – 16.30 น.)

ที่อยู่ : ศูนย์การค้าธัญญาพาร์คศรีนครินทร์ (อาคาร C) ชั้น 1 เลขที่ 735 735/1-8 ถนนศรีนครินทร์ แขวงพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10250

โทรศัพท์ : 02 136 3800, 02 136 3802 และ 093 010 5246

Google Map : https://maps.app.goo.gl/wCsTJTXgFvpMZVQF6

3. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว สายใต้ใหม่ – ตลิ่งชัน

วันทำการ : เปิดบริการจันทร์ – ศุกร์ (เวลา 08.30 – 16.30 น.)

ที่อยู่ : อาคาร SC Plaza สถานีขนส่งกรุงเทพ (สายใต้ใหม่) เลขที่ 24/6 หมู่ 8 ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร 10170

โทรศัพท์ : 02 422 3431

Google Map : https://maps.app.goo.gl/w4vBaErdqPD7TbBy6

4. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว มีนบุรี

วันทำการ : เปิดบริการจันทร์ – ศุกร์ (เวลา 08.30 – 16.30 น.)

ที่อยู่ : ศูนย์การค้าบิ๊กซี สาขาสุวินทวงศ์ ชั้น 2 เลขที่ 29 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 10510

โทรศัพท์ : 02 024 8362 ถึง 4

Google Map : https://maps.app.goo.gl/EksQjJgmwfX7MeMe7

5. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว MRT คลองเตย

วันทำการ : เปิดบริการจันทร์ – ศุกร์ (เวลา 08.30 – 16.30 น.)

ที่อยู่ : สถานีรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) คลองเตย ถนนพระราม 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110

โทรศัพท์ : 02 024 8896 และ 093 010 5247

Google Map : https://maps.app.goo.gl/1b5jFGbR6LFJfmvK8

6. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ปทุมวัน

วันทำการ : เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – อาทิตย์ (เวลา 10.00 – 18.00 น.)

ที่อยู่ : ศูนย์การค้าเอ็มบีเคเซ็นเตอร์ (ฝั่งโตคิว) ชั้น 5 เลขที่ 444 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

โทรศัพท์ : 02 126 7612

Google Map : https://maps.app.goo.gl/xQHbEoZBPS4GaoU79

7. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ธัญบุรี

วันทำการ : เปิดบริการจันทร์ – ศุกร์ (เวลา 10.00 – 18.00 น.)

ที่อยู่ : ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต (ฝั่งเซ็นทรัล) ชั้น 3 เลขที่ 94 ถนนพหลโยธิน เขตธัญบุรี ปทุมธานี 12130

Google Map : https://maps.app.goo.gl/TV36eTBYxwTejhzV7

8. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางใหญ่

วันทำการ : เปิดบริการจันทร์ – อาทิตย์ (เวลา 11.00 – 18.00 น.)

ที่อยู่ : ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เวสต์เกต ชั้น G เลขที่ 199, 199/1 แขวงเสาธงหิน เขตบางใหญ่ นนทบุรี 11140

Google Map : https://maps.app.goo.gl/Cz9Mz5qCTTyD2HZN7

โดยการทำพาสปอร์ตสามารถจองคิวผ่านระบบออนไลน์ล่วงหน้าสำหรับการทำหนังสือเดินทางได้ที่เว็บไซต์ : www.qpassport.in.th

: ข้อมูล ณ​ วันที่ 3 เมษายน 2568

นอกจากการเตรียมตัวเรื่องพาสปอร์ต (Passport) หรือ หนังสือเดินทางให้พร้อมแล้ว ก่อนเดินทางควรศึกษาข้อมูลการเดินทางของประเทศที่เราต้องการเดินทางไป พร้อมกับเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีพร้อมติดตัวไว้คือประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel

11 ที่เที่ยวเซี่ยงไฮ้ ห้ามพลาด!

11 ที่เที่ยวเซี่ยงไฮ้ ห้ามพลาด!

เซี่ยงไฮ้ เมืองที่ผสมผสานวัฒนธรรมจีนโบราณเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์ของ เดอะบันด์ (The Bund) ตึกระฟ้าใน Lujiazui หรือย่านเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ที่นี่คือสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในสถาปัตยกรรม อาหาร และวัฒนธรรม โดยทริปนี้ Allianz Travel ได้รวบรวมจุดเช็คอินยอดฮิตในเซี่ยงไฮ้ เมื่อเพื่อน ๆ ได้มาเยือนต้องมาเช็คอินกัน ใครที่กำลังมีแพลนเดินทางมาที่นี่ก็สามารถเข้ามาเซฟเก็บกันเอาไว้ได้เลยนะคะ

1. 1933 Old Millfun

ที่เที่ยวเซี่ยงไฮ้ 1933 Old Millfun

อาคารคอนกรีตสมัยเก่าสถาปัตยกรรมยุค Art Deco ซึ่งเคยเป็นโรงเชือดสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้มาก่อน ปัจจุบันได้กลายเป็นอาคารเท่ๆ ที่มีมุมถ่ายภาพแปลกๆ และยังเเป็นสำนักงาน Art Gallery คาเฟ่ โดยเราสามารถเข้ามาเดินถ่ายรูปเก๋ๆ กันได้แบบฟรีๆ เลย

วิธีการเดินทาง:

เดินทางโดย Metro Line 4 สถานี Hailun Road ลงทางออก 3 เดินต่อประมาณ 10 นาที

2. The Bund Viewpoint

ที่เที่ยวเซี่ยงไฮ้ The Bund Viewpoint

The Bund Viewpoint จะอยู่ตรงย่านหนานจิงตลอดเส้นถนนไป จนถึงเดอะบันต์คือตึกงามสุด ๆ แนะนำให้มาช่วงค่ำ เพราะทุกตึกจะเปิดไฟบอกเลยว่าอลังการมาก

วิธีการเดินทาง:

เดินทางโดย Metro Line 2 หรือ 10 ลงสถานี East Nanjing

3. Pop Mart สาขา East Nanjing

Pop Mart สาขา East Nanjing

ร้าน Art toy ยอดฮิตของชาวไทย โดยสาขานี้จะมาในธีมอวกาศแบบล้ำยุค ใครสายกล่องจุ่มแนะนำเลยค่ะ : )

วิธีการเดินทาง:

เดินทางโดย Metro Line 2 หรือ 10 สถานี East Nanjing

4. Tian An 1,000 Trees

ที่เที่ยวเซี่ยงไฮ้ Tian An 1,000 Trees

เป็นตึกที่ออกแบบให้มีต้นไม้อยู่บนตัวตึกมากมาย จนกลายเป็นอีกหนึ่งพิกัดเช็คอินใหม่ยอดฮิตอีกหนึ่งที่ในเซี่ยงไฮ้ ภายในตึกจะเป็นห้างที่มีทั้งร้านแบรนด์ต่าง ๆ และมีโซนร้านอาหารคล้ายฟู้ดคอร์ทชั้นใต้ดิน ที่สำคัญห้องน้ำสะอาดค่ะ

วิธีการเดินทาง:

เดินทางโดย Metro Line 13 สถานี Jiangning Road ทางออก 1 เดินต่ออีกประมาณ 8 นาที

5. Wukang Mansion

เป็นตึกแมนชั่นเก่าร่วม 100 ปี สุดคลาสสิคตั้งตรงหัวมุมถนนใจกลางห้าแยก พร้อมเดินเล่นเพลิน ๆ กันที่ย่าน Wukang Road ที่ตลอดถนนเส้นนี้จะมีคาเฟ่ ร้านอาหาร น่ารักๆ เพียบเลย

วิธีการเดินทาง:

เดินทางโดย Metro Line 10 และ 11 สถานี Jiao Tong University ทางออก 1

6. Disney Shanghai

ที่เที่ยวเซี่ยงไฮ้ Disney Shanghai

สวนสนุกดิสนีย์แลนด์อันดับ 6 ของโลก และเป็นสวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พลาดไม่ได้กับพาเหรด จะมีการแสดงเป็นรอบ ๆ โดยจะมาในธีมรถไฟแฟนตาซีที่ขนเอาตัวละครดิสนีย์มากมาย ที่นำโดย มิกกี้ เมาส์

วิธีการเดินทาง:

เดินทางโดย Metro Line 11 สถานี Disney Resort (สถานีสุดท้าย) ทางออก 3 หรือ 4 เดินต่ออีกประมาณ 10 นาที

7. Lujiazui Circular Bridge

Lujiazui Circular Bridge

เป็นสะพานลอยที่สร้างเป็นรูปวงแหวนตัดพาดไปกับ 4 แยกถนนเห็นหอไข่มุกขนาดใหญ่ดูล้ำยุคสุด ๆ และยังเชื่อมกับออฟฟิศ และแหล่งช็อปปิ้งเข้าไว้ด้วยกัน แถมตรงนี้ยังมี Disney Store สำหรับเก็บตกหรือใครที่ไม่ได้ไปดิสนีย์เซี่ยงไฮ้ ก็สามารถมาช็อปปิ้งกันได้เลย

วิธีการเดินทาง:

เดินทางโดย Metro Line 2 / 14 สถานี Lujiazui ทางออก 1,2 หรือ 3

8. Yuyuan Garden Market

Yuyuan Garden Market

เป็นตลาดที่อลังการงานสร้างด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์จีน โดยอาคารร้านค้าของที่นี่จะมีความเป็นตึกจีนโบราณมีของขายมากมายทั้งของกินของทานเล่น นอกจากนั้นยังมีทั้งของฝากของที่ระลึก ถ้าใครมาเซี่ยงไฮ้ก็สามารถเเวะมาเช็คอินถ่ายรูปและซื้อของฝากกันได้ที่นี่เลย

วิธีการเดินทาง:

เดินทางโดย Metro Line 10 สถานี Yuyuan Garden ทางออก 1

9. โซนฝั่ง North Bund

โซนฝั่ง North Bund

เป็นอีกโซนที่เป็นอ่าวท่าเรือ และเป็นมุมถ่ายรูปสวย ๆ อีกมุมนึงของเซี่ยงไฮ้ เราแนะนำให้เดินไปที่ North Bund Greenland สวนสาธารณะริมน้ำที่มีมุมถ่ายรูปสุดปัง ทั้งบันไดที่มีม้านั่งรูปทรงก้อนเมฆ และที่เป็นไฮไลต์คือมุมโดมไข่สีเงินที่ถ่ายไปทางวิวฝั่งตรงข้ามกับ The Bund และยังมีตึก Music Gate ที่ดีไซน์สุดล้ำ และคลอง Hongkou Gang เป็นคลองที่มีตึกอิฐสีแดงอยู่ และมีวิวหอไข่มุกอยู่ไกล ๆ บอกเลยว่ามาโซนนี้ ได้รูปกลับไปเพียบแน่นอนค่ะ

วิธีการเดินทาง:

เดินทางโดย Metro Line 12 สถานี International Cruise Terminal ทางออก 3

10. โบสถ์ Ignatius Cathedral

โบสถ์ Ignatius Cathedral

เป็นสถาปัตยกรรมแบบกอทิก (Gothic) อยู่ติดกับสํานักงานอุตุนิยมวิทยาเซี่ยงไฮ้

วิธีการเดินทาง:

เดินทางโดย Metro Line 1 , 9 และ 11  สถานี Xujiahui ทางออก 3

11. Starbucks Reserve Roastery

Starbucks Reserve Roastery

โดยสาขานี้ที่มีโรงคั่วกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโซนเอเชียและใหญ่เป็นอับดับ 2 ของโลก ภายในตกแต่งได้หรูหราสวยงาม แต่เครื่องดื่ม และเบเกอรี่ต่าง ๆ ราคาจะค่อนข้างสูงหน่อย ใครอยากเข้าไปดูก็สามารถเดินเข้าไปเช็คอินถ่ายรูปกันได้เลย

วิธีการเดินทาง:

เดินทางโดย Metro Line 13 สถานี West Nanjing Road ทางออก 11 และ Metro Line 2 สถานี West Nanjing Road ทางออก 3

เซี่ยงไฮ้เป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดสำหรับนักเดินทาง ด้วยแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียง เช่น เดอะบันด์ (The Bund) ที่ให้วิวเส้นขอบฟ้าสุดอลังการ, หอไข่มุกตะวันออก (Oriental Pearl Tower) ที่มอบประสบการณ์ชมเมืองจากมุมสูง และย่าน Wukang Road ที่ตลอดถนนเส้นนี้จะมีคาเฟ่ ร้านอาหาร น่ารักๆ เต็มไปหมด และทุกครั้งที่เดินทางออกนอกประเทศ สิ่งที่ควรมีพร้อมติดตัวไว้คือประกันเดินทาง สิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวล เพียงจ่ายเงินไม่กี่บาท คุณก็จะได้ความคุ้มครองมากมายที่ครอบคลุมเกือบทุกเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง* เช่น ความเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ กระเป๋าหาย ไฟลต์ดีเลย์ เป็นต้น ให้คุณเที่ยวเซี่ยงไฮ้ได้อย่างมั่นใจและไร้กังวล! Allianz Travel ขอแนะนำ ประกันการเดินทางต่างประเทศ Dance Moves ที่จะช่วยให้ทริป การเดินทางของคุณราบรื่น ไม่มีสะดุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคุ้มครองได้ ที่นี่

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ขอบคุณที่มาบทความและรูปภาพ: ตะลุยเที่ยวเซี่ยงไฮ้ครั้งแรกแบบอุ่นใจไปกับประกันเดินทางต่างประเทศ Allianz Travel | นายบ้าเที่ยว

เลือกแผนประกันเดินทางที่ใช่สำหรับคุณ ประกันการเดินทาง Dance Moves จาก Allianz Travel